การโดยสารด้วยเครื่องบินครั้งแรกควรทำอะไรบ้าง

การโดยสารด้วยเครื่องบินครั้งแรกควรทำอะไรบ้าง

สำหรับคนที่ไม่เคยนั่งเครื่องบิน
คงจะรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยกับการจะได้สัมผัสในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยมาก่อน
โดยเฉพาะกับมือใหม่ที่เพิ่งจะเริ่มเที่ยวก็อาจจะกังวลกับการขึ้นเครื่องบิน
ครั้งแรก
ซึ่งวันนี้เรามีข้อแนะนำสำหรับมือใหม่ว่าต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างมาฝา
กกัน
จัดกระเป๋าเดินทาง
อันดับแรกขอพูดถึงเรื่องของการจัดกระเป๋าเดินทาง โดย
เคลียร์งานหรือเรื่องสำคัญต่างๆ ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน
เพื่อจะได้เดินทางท่องเที่ยวได้อย่างสนุก โดยไม่มีเรื่องให้ต้องกังวล
และมั่นใจว่าจะไม่ถูกโทรตามให้กลับมาทำงานในระหว่างที่กำลังเพลิดเ
พลินในการท่องเที่ยว ซึ่งสิ่งของที่ควรใส่กระเป๋าโหลดดิ่งคือ เสื้อผ้า
รองเท้า ฯ, ของเหลวต่างๆ เช่น ครีม สเปรย์ ยาสระผม, ของมีคม เช่น
กรรไกร ที่ตัดเล็บ รวมไปถึงของใช้ส่วนตัวอื่นๆ
ส่วนกระเป๋าที่พกขึ้นเครื่องสามารถใช้ได้ทั้งแบบมีล้อลาก
แบบหูหิ้วหรือเป้
ควรเป็นกระเป๋าที่ไม่ใหญ่จนเกินไปและไม่ควรหนักเกินที่จะยกไหว
เพราะเมื่อขึ้นเครื่องแล้วเราจะต้องยกกระเป๋าเก็บไว้ในช่องเก็บกระเป๋าเ
หนือศีรษะด้วยตัวเอง เช่น เอกสารสำคัญต่างๆ เช่น พาสปอร์ต
ใบจองที่พัก, เงินและของมีค่า, คอมพิวเตอร์แล็ปท็อป, กล้องถ่ายรูป.
แบตเตอร์รี่สำรอง (20,000 mAh – 32,000 mAh พกได้ไม่เกิน 2 ก้อน)
และยารักษาโรค
การเช็คอิน
เมื่อคุณเดินทางไปถึงสนามบิน
สิ่งที่ต้องทำคือตรวจหาเคาน์เตอร์สายการบินที่เปิดให้บริการสำหรับเที่ย
วบินของเรา โดยดูที่บอร์ดตารางเที่ยวบินขาออกได้
นอกจากนี้ยังสามารถเช็คอินผ่านทางเว็บไซต์หรือบนมือถือได้

หรือบางสายการบิน ในสนามบินใหญ่ๆ จะมีตู้เช็คอินแบบบริการตนเอง
ซึ่งส่วนใหญ่จะเปิดให้บริการเช็คอินผ่านตู้ประมาณ 24 ชั่วโมงจนถึง 1
ชั่วโมงก่อนเวลาออกเดินทาง
การขึ้นเครื่อง (Take Off)
การขึ้นเครื่องควรที่จะตรงไปที่นั่งตามหมายเลขที่นั่งได้เลย
กระเป๋าถือ carry-on
ให้ใส่ไว้ที่ช่องเก็บของบนศีรษะส่วนกระเป๋าถือใบเล็กสามารถวางใต้เบา
ะที่นั่งได้ เผื่อต้องหยิบของใช้จำเป็น เช่น ยา
เมื่อนั่งที่แล้วแนะนำให้รัดเข็มขัดทันที หลังจากที่ครื่องบินทำการ Take
off แล้ว ให้สังเกตได้จากสัญญาณไฟรูปเข็มขัดบนศีรษะ
เมื่อสัญญาณไฟดับแล้วสามารถปลดเข็มขัดลุกไปเข้าห้องน้ำได้ขณะอยู่
บนเครื่องบินควรเปลี่ยนโทรศัพท์ให้เป็น Flight mode
แต่บางสายการบินอาจจะประกาศขอความร่วมมือปิดโทรศัพท์มือถือตลอ
ดเที่ยวบิน
การเปลี่ยนเครื่อง
ถ้าต้องแวะเปลี่ยนเครื่อง เมื่อเครื่องลงแล้วให้เดินตามป้าย Tranfer
counter หรือ Tranfer Desk
จากนั้นหาตารางเที่ยวบินเพื่อดูว่าเที่ยวบินที่เราต้องต่อเครื่องนั้นอยู่ด้าน
ไหนของสนามบิน
จากนั้นต้องผ่านจุดตรวจค้นเพื่อไปรอยังบริเวณที่พักผู้โดยสารได้
การลงจากเครื่อง

หากเป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศขณะอยู่บนเครื่องบินแอร์โฮสเตสจะนำ
ใบ Arrival Card และ Customs Declaration Form
มาให้กรอกรายละเอียด
เพื่อใช้สำหรับยื่นให้เจ้าที่ตรวจคนเข้าเมืองพร้อมกับพาสปอร์ต…

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : ไข่พะโล้

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : ไข่พะโล้

ไข่พะโล้ เป็นหนึ่งในเมนูที่ได้รับความนิยมจากคนไทยและสามารถหาทานได้ตามท้องตลาดในปัจจุบัน
เพียงแต่ว่ากรรมวิธีการปรุงนั้นแตกต่างจากสูตรโบราณแท้ๆเนื่องจากผู้คนหันมาใช้ผงพะโล้และซีอิ่วในการปรุงอาหารชนิดนี้
ซึ่งจุดเด่นที่ทำให้ ไข่พะโล้ เป็นที่นิยมในหมู่ชาวไทยนอกจากสามารถกินได้ทุกเพศทุกวัยไม่เกี่ยงชั้นวรรณะแล้ว
คงนี้ไม่พ้นเป็นอาหารที่สามารถเก็บไว้ได้นาน แถมยิ่งเก็บน้ำน้ำพะโล้ยิ่งเข้าเนื้อ ทานเมื่อไรก็อร่อยเมื่อนั้น
ส่วนวัตถุดิบในการปรุง ไข่พะโล้โบราณ ไล่ตั้งแต่ ไข่ไก่ 6ฟอง, เต้าหู้แข็งหั่นสามเหลี่ยม 8 ชิ้น, หมูสามชั้น 300 กรัม,
รากผักชี 3 ราก, กระเทียมไทย 5 กลีบ, พริกไทย 1/2 ช้อนโต๊ะ,น้ำตาลปี๊บ 1/4 ถ้วยตวง, เกลือ 1/2 ช้อนชา, น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ,
อบเชย 3 ก้าน, โป๊ยกั๊ก 5 ดอก, ผักชี และ น้ำเปล่า 3 ถ้วยตวงมองดูเหมือนเยอะใช่ไหม?
แต่หากดูวิธีทำแล้วจะบอกว่าง่ายมาก เริ่มจาก ต้มไข่ซึ่งไข่ควรเป็นอุณหภูมิห้อง
ถ้าแช่ตู้เย็นให้นำออกมาทิ้งไว้สักระยะก่อนต้ม ใส่เกลือเล็กน้อยต้มด้วยไฟแรงประมาณ 10 นาที จากนั้นยกลงจากเตา
นำไข่ไปแช่น้ำเย็นแล้วปอกเปลือกจากนั้นหันไปทำเครื่องพะโล้ เริ่มจากนำ รากผักชี,
รากและกระเทียม รวมถึง พริกไทย ลงไปโขลกให้ละเอียดย้ำว่าต้องละเอียด เพื่อไม่ให้เป็นเศษลอยอยู่ในหม้อพะโล้ภายหลัง
ซึ่งเมื่อละเอียดแล้วให้นำไปผัดน้ำมันด้วยไฟปานกลางจนหอมเติมน้ำตาลปี้บลงไปเคี่ยวด้วยไฟปานกลาง เมื่อได้สีน้ำตาลเข้มจัด
นำหมูสามชั้นลงไปผัดพอตึงๆเมื่อหมูสามชั้นเริ่มตึงแล้ว ให้ใส่น้ำและไข่ลงไป ตามด้วยก้านอบเชย และ ดอกโป๊ยกั๊ก ค่อยๆ ปรุงรสด้วยเกลือ
อย่าให้เค็มมากไป เมื่อน้ำเดือดลดไฟลงเป็นไฟอ่อนเคี่ยวต่ออย่างน้อย 45 นาที จนหมูนุ่มโดยระหว่างนี้ให้คอยช้อนฟองออกด้วย
เป็นอันเสร็จสิ้นเมนูไข่พะโล้โบราณที่ไม่ต้องง้อผงพะโล้และซีอิ๋วแถมรสชาติจัดจ้านและสีสันสวยงามกว่าเยอะ
ก่อนนำไปเสิร์ฟให้แต่งหน้าด้วยผักชีเล็กน้อยทานคู่กับข้าวสวยร้อนๆ รับรองอร่อยไม่รู้ลืมอย่างไรก็ตาม
หากต้องการได้สูตรที่กลมกล่อมและรสชาติถูกปากแนะนำให้ลืมการตวงตามที่บอกข้างต้นแต่ให้ใช้การกะปริมาณเอา
เพราะคนไทยแต่โบราณทำอาหารโดยใช้การกะปริมาณไม่ได้มีถ้วยตวงเหมือนปัจจุบัน รสชาติถูกปากถือเป็นใช้ได้
ส่วนตอนเคี่ยวน้ำตาล ควรเคี่ยวให้ได้สีเข้มที่สุดเพราะถ้าน้ำตาลสีอ่อนเกินไป น้ำพะโล้สีจะซีด
ซึ่งแม้จะแก้ได้ด้วยการเติมซีอิ๋วดำแต่รสชาติไม่ดีเท่าน้ำตาลที่เคี่ยว อีกทั้งสีสันของไข่พะโล้โบราณก็ยังไม่โดดเด่นเหมือนน้ำตาลเคี่ยว…

รีสอร์ทใกล้กทม.มีงบน้อยก็พักได้

รีสอร์ทใกล้กทม.มีงบน้อยก็พักได้

สถานที่ท่องเที่ยวและที่พักในปัจจุบันนั้น เกิดเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย
รวมถึงราคาที่ถูกลงเพียงหลักร้อยก็สามารถไปเที่ยงต่างจังหวัดได้แล้ว
บทความนี้จะพาไปรู้จักกับที่ราคาหลักร้อยที่มีงบน้อยก็ไปพักได้
1.บางแสนเฮอริเทจ – Bangsaen Heritage Hotel Chonburi
สัมผัสที่พักดีๆ บรรยากาศหาดบางแสน กับการตกแต่ง ใหม่ในสไตล์โมเดิร์น ไทย (Modern Thai House-
Inspired) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมากจากบ้านไทยโบราณ
เหมาะสำหรับการพักผ่อนสบายๆที่ไม่ต้องการเดินทางไกล ราคาเริ่มต้นคืนละ 920++บาท

2.โรงแรมกะตะ คันทรี เฮาส์ (Kata Country House Hotel) ที่พักระดับ 3 ดาว แถวหาดกะตะ
ที่น่าพักอีกแห่ง อยู่ใกล้ทะเล ห้องพักราคาถูก แนวบังกะโลใกล้ชายหาด โรงแรมมีสระว่ายน้ำ บรรยากาศดี
สะดวกสบาย ราคาประหยัด ไม่แพง เหมาะสำหรับคู่รัก และครอบครัว ราคาเริ่มต้นคืนละ 510++บาท

3.โรงแรมเดอะ บลู เพิร์ล กะตะ บาย เดอะ บีช กรุ๊ป (The Blue Pearl Kata Hotel by The Beach
Group) ที่พักระดับ 3 ดาว อีกหนึ่งแห่งแถวหาดกะตะ ใกล้ชายหาด ใกล้ทะเล โรงแรมมีสระว่ายน้ำบนชั้นดาดฟ้า
ห้องพักตกแต่งสวยงาม ราคาถูก หลักร้อย ราคาเริ่มต้นคืนละ 640++บาท

4.โวโรน่า รีสอร์ท กาญจนบุรี โวโรน่า
รีสอร์ท สไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ตัวรีสอร์ทสีขาว ตัดกับพื้นหญ้าสีเขียว ทำให้รีสอร์ทดูมีชีวิตชีวา สดชื่นขึ้นมาทันที
นอกจากที่พักจะน่ารักน่าพักแล้ว ที่นี่ยังที่มาพร้อมกับวิวสวยๆ ราคาเริ่มต้นคืนละ 950++บาท

5. เดอะ โฟลตเฮ้าส์ ริเวอร์แคว – The Float House River Kwai Kanchanaburi
ถ้าใครชอบนอนบนแพ แบบว่าเปิดประตูมาโดดน้ำได้เลย ท่ามกลางวิวขุนเขาอันเขียวขจี
ห้องพักทุกหลังเป็นวิลล่าที่คุณจะสามารถนอนเห็นวิวแม่น้ำได้จากเบียงนอน
มีระเบียงส่วนตัวพร้อมเก้าอี้ชิงช้าให้นอนรับลมแม่น้ำ ทัศนียภาพแม่น้ำที่ถูกปกคลุมด้วยภูเขาอันเขียวขจี
ราคาเริ่มต้นคืนละ 890++บาท

6.อีซี่ รีสอร์ท (Eazy Resort) ที่พักระดับ 3 ดาว อยู่แถวหาดกะตะ ใกล้ชายหาด ใกล้ทะเล เดินไปได้ไม่ไกล
สะดวกสบาย ห้องพักตกแต่งเรียบๆสวยงาม โรงแรมมีสระว่ายน้ำ ราคาถูก หลักร้อย เงียบสงบ บรรยากาศดี
เหมาะสำหรับครอบครัว และคู่รักฮันนีมูนที่ต้องการพักผ่อนตากอากาศ ราคาเริ่มต้นคืนละ 720++บาท

7.โรงแรมไอบิส ภูเก็ต กะตะ (Ibis Phuket Kata Hotel) ที่พักระดับ 3 ดาว โรงแรมมีสระว่ายน้ำ วิวสวยๆ
น่าพักอีกแห่งย่านหาดกระตะ อยู่ใกล้ชายหาด ห้องนอนตกแต่งเรียบๆสะอาดสบาย ราคาประหยัด
ราคาเริ่มต้นคืนละ 920 บาท

8.พีช ฮิลล์ รีสอร์ท (Peach Hill Resort) ที่พักระดับ 3 ดาว โรงแรมในภูเก็ต วิวสวยๆ มีสระว่ายน้ำ
น่าพักแถวหาดกะตะ ห้องพักมีระเบียง มองเห็นวิวทะเล บรรยากาศดี พร้อมความสะดวก ราคาเริ่มต้นคืนละ1000++บาท…

6 ร้านดังประจำเยาวราชที่สืบทอดตำนานหลายสิบปีตอน 1

6 ร้านดังประจำเยาวราชที่สืบทอดตำนานหลายสิบปีตอน 1

เยาวราชคือหนึ่งในสถานที่ที่ขึ้นชื่อเรื่องร้านอาหารนานาชนิดที่มีเปิดให้บริการทั้งเวลากลางวัน
และกลางคืนถึงขั้นเรียกได้ว่ามีให้อิ่มท้องกันตลอด 24 ชั่วโมงเลยทีเดียว
โดยที่นี่มีทั้งสตรีทฟู้ดส์ทั้งแบบภัตตาคารหรูรวมไปถึงร้านอาหารที่สืบทอดติดต่อกันมานานหลายสิบปีคอย
ให้บริการนักท่องเที่ยวอยู่ตลอดเวลา วันนี้เราจะพาไปดู 3
ร้านดังเยาวราชในนอนแรกกันว่าร้านไหนที่น่าไปลองลิ้มชิมรสกันบ้าง

ลิ้มเหล่าโหงว สาขาเยาวราช
เริ่มกันที่ร้านแรกกับลิ้มเหล่าโหงว สาขาเยาวราชที่ถือเป็นเจ้าดังประจำย่ายนี้
แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นลิ้มเหล่าโหงว สาขาเยาวราชถือเป็นร้านระดับตำนานเพราะมีอายุถึง 90
ปีเลยทีเดียว และปัจจุบันยังคงวืบวานความอร่อยต่อมาจนถึงเวลานี้อีกทั้งยังได้รับรางวัลมิชลิน
สตาร์อีกต่างหาก ซึ่งรับรองประกันความอร่อยได้เป็นอย่างดีทีเดียวจุดเด่นของร้านลิ้มเหล่าโหงว
สาขาเยาวราชอยู่ที่บะหมี่แบบจีนดั้งเดิมที่มีเคล็ดลับการปรุกแบบสูตรลับเฉพาะของทางร้านที่สืบทอดกันมาเป็นสิบๆปี
ทำให้มีรสชาติที่ไม่เหมือนใครรวมถึงลูกชิ้นปลาที่นุ่มไม่เหม็นคาวหากใครจะมาร้านนี้ก็ต้องใช้
ความอดทนหน่อยเพราะลูกค้าแน่นร้านตลอดเวลาจริงๆ

เล่าลี่หูฉลาม
หากพูดถึงเยาวราชก็ต้องนึกถึงเมนูหูฉลาม
ซึ่งเยาวราชแทบจะเป็นศูนย์รวมร้านขายหูฉลามรสเลิศรวมไว้ในที่เดียวกันมากที่สุดในประเทศไทยเลยที
เดียวสำหรับเล่าลี่หูฉลามเปิดมานานกว่า 60 ปีเข้าไปแล้ว และยังคงให้บริการลูกค้าทั้งขาประจำและขาจรมาจนถึงปัจจุบัน
โดยเคล็ดลับของที่นี่คือสูตรการปรุงแบบลับเฉพาะที่ไม่เคยบอกใครแต่มัดใจลูกค้าได้อยู่หมัด
ส่วนเมนูที่เมื่อม่เยือนแล้วต้องไม่พลาดได้แก่หูฉลามเนื้อปูน้ำแดงที่รับรองว่าหากได้ชิมสักคำจะต้องติดใจ
อย่างแน่นอน ส่วนราคาก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่แพงมากจนเกินไป
โดยอยู่ที่สองพันบาทเท่านั้นแถมทางร้านยังมีอีกหลายเมนูให้ได้เลือกทานกันอีกด้วย

เล่าตั้ง ห่านพะโล้
ต่อกันที่อีกร้านกับเล่าตั้ง ห่านพะโล้ชื่อก็บอกแล้วว่าเมนูแนะนำจะต้องเป็นห่านพะโล้อย่างแน่นอน
โดยร้านแห่งนี้ตั้งมานานกว่า 40 ปี
พร้อมสืบทอดกิจการเคียงคู่ย่านเยาวราชมานมนานแถมยังมีลูกค้าจำนวนมากต่างติดใจในรสชาติ
และแวะเวียนมาอุดหนุนอยู่เสมออย่างไม่ขาดสาย
โดยเนื้อห่านของร้านนี้มีความนุ่มตัวโตเนื้อเยอะแถมรสชาติยังกลมกล่องน้ำพะโล้จัดว่ารสเด็ดกินกับน้ำจิ้ม
ของทางร้านยิ่งอร่อยเหาะใครมาเยาวราชต้องอย่าพลาดร้านนี้…

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : แกงเขียวหวาน

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : แกงเขียวหวาน

แกงเขียวหวาน มีเอกลักษณ์อยู่ที่น้ำแกงสีเขียวอ่อนซึ่งได้จากพริกชี้ฟ้าเขียว และพริกขี้หนูสดสีเขียว
โขลกเป็นเครื่องแกงแบบเดียวกับแกงเผ็ด เมื่อไปผัดกับกะทิให้หอม
น้ำแกงก็จะออกเป็นสีเขียวอ่อนตามสีพริก และใช้ ใบโหระพา ใบมะกรูด เพิ่มความหอม
ส่วนประวัติความเป็นมาของ “แกงเขียวหวาน”ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด
แต่จัดเป็นหนึ่งในเมนูอาหารไทยโบราณที่มีชื่อเสียงไปไกลทั่วโลก
เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวต่างชาติ ซึ่งเรียกขานแกงชนิดนี้ว่า“Thai Green Curry” ตามสีของน้ำแกง
โดยประวัติพอสังเขปที่พอหาได้อธิบายไว้ว่าสมัยก่อนคนไทยยังไม่ได้นำเอากะทิมาทำกับข้าวกิน
น้ำพริกแกงเผ็ดที่ถูกตำขึ้นมาก็เพื่อทำแกงป่ากันเป็นส่วนใหญ่
ใส่รวมกับสมุนไพรอย่าง พริกไทยอ่อน, กระชายซอยเส้น และใบโหระพา หอมเผ็ดร้อนอย่าบอกใคร
กระทั่งคนไทยเริ่มนำหัวกะทินำมะเคี่ยวร้อนๆ จนแตกมัน
จนได้น้ำมันที่แตกออกมาใช้ผัดน้ำพริกแกงให้หอมและมีรสชาติดีขึ้น ตามด้วยการใช้กะทิแทนน้ำตามแบบฉบับแกงป่า
ผักกลิ่นแรงๆ อย่าง กระชายหรือพริกไทยอ่อนจึงถูกตัดออกไปกระนั้นในบางสูตรบางตำราก็ยังมีการใส่ กระชาย และ
พริกไทยอ่อน อยู่บ้างเพื่อกลบความคาวสำหรับเมนูปลาต่างๆปรุงสันเติมแต่งรสชาติจนได้ “แกงเผ็ด”
แกงไทยชื่อเสียงก้องไกลในนาม “แกงเขียวหวาน”อันถือเป็นภูมิปัญญาไทยแท้หลังจากนั้นวิวัฒนาการของ “แกงเขียวหวาน”
ก็เดินหน้าอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันไล่ตั้งแต่เริ่มหันไปใช้พริกขี้หนูสดสีเขียวมาใช้โขลกทำพริกแกงแ
ทนพริกแห้ง ได้ “น้ำพริกแกงเขียวหวาน” สีเขียวนวลสวยซึ่งวัตถุดิบที่ใช้ในการปรุง “แกงเขียวหวาน” หนึ่งถ้วย
กอปรด้วย เนื้อสัตว์ 200 กรัม, มะเขือเปราะหั่นเสี้ยว 100 กรัม,หัวกะทิ 1/2 ถ้วยตวง, หางกะทิ 3/4 ถ้วยตวง, ใบโหระพา 20 ใบ,
ใบมะกรูดฉีก 4 ใบ, น้ำตาลปี๊บ 1 1/2 ช้อนโต๊ะ, น้ำปลา 3ช้อนโต๊ะ, พริกแกงเขียวหวาน 3 ช้อนโต๊ะ และ
พริกชี้ฟ้าแดงหั่นแฉลบ 1 เม็ดส่วนขั้นตอนการปรุง “แกงเขียวหวาน” เริ่มจาก
ตั้งกระทะบนเตาด้วยไฟกลางค่อนไปทางอ่อนแล้วนำหัวกะทิไปเคี่ยวจนแตกมัน
จากนั้นใส่พริกแกงเขียวหวานลงไปผัดกับหัวกะทิให้หอมตามด้วยใส่เนื้อสัตว์ลงไปผัดพอสุก
ขณะที่ขั้นตอนการปรุงรสจะเริ่มด้วย น้ำปลา และ น้ำตาลปี๊บ
ผัดให้พอเข้ากัน แล้วตักใส่หม้อ จากนั้นใส่ หางกะทิ ตามลงไป
ตั้งไฟให้เดือดแล้วใส่ มะเขือเปราะหั่นเสี้ยว ลงไป
ต้มต่อจนน้ำเดือดอีกครั้ง แลจน มะเขือเปราะ สุกดี ค่อยใส่ใบโหระพา
สุดท้ายก่อนยกลงจากเตาให้ใส่ ใบโหระพา และ พริกชี้ฟ้า
แล้วปิดฝาหม้อทันที รอตัดเสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆ หรือขนมจีน
รับรองอร่อยเหาะอย่าบอกใคร
และนี่คืออีกหนึ่งเมนูอาหารไทยโบราณที่คุณยังสามารถหาทานได้
ตามร้านอาหารทั่วไปในปัจจุบัน…

5 สุดยอดโรงแรมสุดยอดหรูระดับโลก

5 สุดยอดโรงแรมสุดยอดหรูระดับโลก

ความหมายของโรงแรมหลายๆคนนั้นย่อยทราบกันดีอยู่แล้ว
ว่าเป็นสถานประกอบการที่สร้างขึ้นเพื่อให้บริการกับลูกค้า,
นักท่องเที่ยวได้อยู่อาศัยโดยจะแบ่งเป็นห้องๆ แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับ
โรงแรมนั้นก็มีอยู่หลายประเภทด้วยกัน
ซึ่งวันนี้เราจะไปทำความรู้จักกับ 5 อันดับ โรงแรมหรู 5
ดาวระดับโลก ซึ่งแน่นอนว่าด้วยความอลังการค่าที่พักแพงอยู่แล้ว
จะมีที่ไหนบ้างไปดูกันเลย
1.The President Wilson
ถูกจัดว่าเป็นโรงแรมหรูทีมี่ค่าเข้าพักแพงสุดต่อคืนถึง 2.5
ล้านบาทเลยทีเดียว ซึ่งห้องที่แพงที่สุดคือห้องสูท Royal Penthouse
โดยตั้งอยู่ที่ศูนย์กลางของทวีปยุโรปอย่างเมือง เจนีวา
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เคยรับรองคนดังระดับโลกอย่าง บิลล์ เกตส์
และไมเคิล ดักลาสมาแล้ว
ซึ่งแน่นอนว่าภายในห้องนั้นต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายไว้คอ
ยให้บริการกับแขกที่มาพัก
2.Shahi Mahal Suite At Raj Palace
หนึ่งในโรงแรมจากประเทศอินเดีย ที่มีค่าพักต่อคืนตกอยู่ที่ 1.8
ล้านบาทในห้องที่หรูที่สุดของโรงแรมแห่งนี้อย่าง The lavish Raj
Palace ซึ่งตกแต่งได้อย่างอลังการราวกับพำนักอยู่ในพระราชวัง
ด้านในประกอบด้วยห้องนอนขนาดใหญ่จำนวนจำนวน 6 ห้อง
แขกทุกคนจะได้สนุกสนานไปกับห้องสมุด โรงภาพยนตร์ส่วนตัว
ห้องดูดาว และพ่อครัวส่วนตัวด้วย
3.The Grand Hyatt Cannes Hotel Martinez
โรงแรมหรูแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองคานส์ประเทศฝรั่งเศส โดยห้อง
Penthouse Suite นั้นมีค่าพักต่อคืนอยู่ที่ 1.4 ล้านบาท
เนื่องจากฝรั่งเศสเป็นประเทศยอดนิยมในการฮันนีมูนโรงแรมจึงต้องทำ

ให้อลังการ หรูหรา
มีทุกสิ่งทุกอย่างที่โรงแรมระดับชั้นนำต้องมีกันไม่วาจะเป็น
ห้องน้ำที่ทำมาจากหินอ่อน,
ห้องนอนกับห้องรับประทานอาหารที่สวยงามและหรูหรา,
ระเบียงส่วนตัวที่จะเห็นวิวที่สวยที่สุดพอดี นอกจากนี้
แขกที่พักในห้องดังกล่าวจะได้รับโอกาสใช้จากุสซี่, ห้องซาวน่า,
ห้องทำงาน, ห้องครัวได้ทั้งหมดแบบไม่จำกัด แถมยังมีพนักงาน
พ่อบ้านแม่บ้านคอยดูแลตลอด
4.Four Seasons Hotel
หนึ่งในโรงแรมที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วโลก สาขาใหญ่ตั้งอยู่ที่นิวยอร์ค
ซิตี้ ประเทศสหรัฐอเมริกา สำหรับห้องที่แพงที่สุดของโรงแรม Four
Seasons นั้นอยู่ที่ประมาณ 1.35 ล้านบาทประกอบไปด้วยพื้นที่ 4,300
ตารางฟุต 9 ห้องนอนใหญ่
และบรรยากาศที่สามารถมองเห็นวิวของนิวยอร์กได้กว้างถึง 360 องศา
ถือเป็นห้องที่มีราคาแพงที่สุดของเมืองนี้เลยทีเดียว
5. Hotel Cala Di Volpi
สำหรับโรงแรมแห่งนี้นั้นตั้งอยู่ที่เกาะซาร์ดิเนียประเทศอิตาลี
ที่ซึ่งรวบรวมเอาทุกสิ่งที่คุณคาดหวังจากรีสอร์ททั่วทุกแห่งในทะเลเมดิเ
ตอร์เรเนียนไว้ด้วยกัน โดย The Presidential Suite
ห้องพักที่แพงที่สุดนี้ มาพร้อมกับสระว่ายน้ำส่วนตัว ฟิตเนสเซนเตอร์
และที่นอนอาบแดด…

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : ต้มกะทิสายบัวปลาทู

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : ต้มกะทิสายบัวปลาทู

ต้มกะทิสายบัว เป็นเมนูอาหารไทยโบราณที่ทำได้ไม่ยากและเป็นอาหารพื้นบ้านที่เด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยรู้จัก
โดยมีวัตถุดิบหลักเป็น สายบัว กะทิ และ ปลาทูซึ่งหาได้ง่ายบนแผ่นดินสยาม ปรุงให้มีรสชาติกลมกล่อม เปรี้ยว
เค็ม หวานนิดๆ อร่อยเด็ดไปยันเจ็ดย่านน้ำอย่างไรก็ตาม ต้มกะทิสายบัวปลาทู
ดูเหมือนจะเป็นเมนูอาหารไทยโบราณที่หาทานได้ยากขึ้นทุกทีทั้งที่วัตถุดิบหลักอย่าง สายบัว กะทิ และ ปลาทู
ก็ยังคงมีมากมายในบ้านเราแต่ที่ขาดหายไปดูเหมือนจะเป็นแม่ครัวที่ปรุงอาหารชนิดนี้ได้
ว่าแล้วบทความนี้เราจะนำทุกท่านไปเรียนรู้วิธีการปรุงอารหารไทยโบราณที่มากด้วยคุณค่าและสรรพคุณทางยาอย่าง
ต้มกะทิสายบัวปลาทู รับรองไม่ยากอย่างที่คิดและไม่จำเป็นต้องง้อร้านอาหารชื่อดังแต่อย่างใด
เริ่มจากการเตรียมวัตถุดิบ หากทาน 4 ท่าน ก็ใช้ ปลาทูทอด2-3 ตัว, สายบัว 400 กรัม, หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง, น้ำเปล่า 1
ถ้วยตวง, หอมแดง 6-7 หัว, น้ำขามเปียก 1/4 ถ้วยตวง, น้ำตาลปี๊บ1 ช้อนโต๊ะ, เกลือ 1 ช้อนชา, พริกไทยขาว 20-25 เม็ด และ กะปิ 1ช้อนโต๊ะ
วิธีการปรุงเมนูอาหารไทยโบราณ ต้มกะทิสายบัวปลาทูเริ่มจากแกะเนื้อปลาทูเอาก้างออกให้หมด และนำ สายบัว
ลอกเปลือกออก แล้วหักเป็นท่อนๆ ล้างน้ำให้สะอาดพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ รอนำมาปรุงในขั้นตอนต่อไป
จากนั้นหันมาจับครกหยิบสาก ง้างมือโขลก พริกไทยขาว,หอมแดง และ กะปิ พอหยาบๆ แล้วนำเครื่องที่โขลกไปละลายกับกะทิ ตั้งไฟพอให้เดือด
โดยในระหว่างที่ตั้งไฟก็คอยหันกลับมาคนกะทิบ่อยๆน้ำกะทิจะได้ไม่แตกมันเมื่อกะทิร้อนได้ทีก็ทยอยลงผักเคียงต่างๆ นาๆ
รวมถึงเติมน้ำเปล่า และปรุงรสด้วยเกลือป่น, น้ำมะขามเปียก และน้ำตาลปี๊บ เอาให้ได้รสเปรี้ยว เค็ม หวานหน่อยๆ
แล้วปล่อยให้เดือดเพื่อจัดการขั้นตอนสุดท้ายนั่นก็คือการนำ สายบัว ใส่ลงไปในหม้อกะทิ รอสักพักให้
สายบัว ยุบตัวลงในน้ำกะทิ จึงใส่ เนื้อปลาทู ที่แกะไว้ตามลงไปคนเบาๆ ให้เข้ากัน เพื่อไม่ให้เนื้อปลาเละ จากนั้นปิดไฟ
ตักเสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆ รับรองอร่อยเหาะ
โดยปัจจุบัน ต้มกะทิสายบัวปลาทูยังสามารถหารับประทานได้ตามร้านอาหารทั่วไปในประเทศไทย
เพียงแต่อาจต้องเลือกพื้นที่อยู่บ้าง อาทิเช่น ร้านห่อหมกพ่อบัวใกล้กับไปรษณีย์บางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี
หรือ ร้านปิ่นโต หน้าทางเข้าวัดอัมพวัน ป่าโมก จังหวัดอ่างทอง หรือ ร้านตู้กับข้าว ร้านดังที่ภูเก็ต
แล้วแต่ความสะดวกของคุณแต่ความจริงแล้วแค่บึ่งรถไปตลาดก็ได้วัตถุดิบครบครันกลับมาทำกินได้ง่ายๆ ที่บ้าน ใช้เวลาไม่เกิน 20 นาที…

ร้านอาหารอิตาเลียน ย่านสุขุมวิท

Appia อาหารอิตาเลียน – สุขุมวิท 31
Appiaอยู่ในซอย สุขุมวิท 31 ซอยที่ร้านอาหารเยอะ ตัวร้านเป็นห้องแนวยาวขนานกับถนน บรรยากาศสบายๆ
ด้านขวาสุดเป็นบาร์และครัว ร้านนี้แนะนำว่าควรจอง เพราะหากเขาไปโดยไม่จอง
อาจพลาดโอกาสสูงในการทานโดยเมนูอาหารของที่นี่จะมี 3 แผ่น คือ Classic,
เมนูพิเศษประจำวันและเมนูประจำฤดูกาล โดยจะมี สามหมวดคือ เรียกน้ำย่อย จานรอง และก็จานหลัก
โดยอาหารขึ้นชื่อของร้านนี้คือ ตับไก่ เมนูขึ้นชื่อของร้าน ขนมปังหนึบ ขอบกรอบ ตัวตับเนียน เค็มมัน
นอกจากนี้ยังมี ซี่โครงแกะ เนื้อนุ่ม หอมโรสแมรี่ เค็มกำลังดี ตบท้ายด้วย Pannacotta ครีมสด
ด้านบนราดด้วยเสาวรสเสิร์ฟมาพร้อมเค้กอัลมอนด์ ตัวเค้กรสหวานเนื้อเนียน ส่วนพานาคอตต้าเนื้อเนียน
เสาวรสเปรี้ยวหวาน อร่อย กำลังดี

BELLA ROCCA
เบลลา ร็อคค่า ที่ตั้งอยู่บนชั้น 9 ของศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ ที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุง ด้วยบรรยากาศที่ดูเรียบหรู
อบอุ่น แถมมีโซนอินดอร์ที่คุณสามารถเห็นวิวได้แบบพาโนรามา เพียงกระจกใสกั้น
หรือจะนั่งโซนเอาท์ดอร์ไว้รับลมเย็นๆ มองดูแสงไฟจากยอดตึกก็ดีอีกแบบ ที่นี่เสิร์ฟอาหารอิตาเลียนขนานแท้
พร้อมอาหารฝรั่งเศสเพื่อความหลากหลาย

BECCOFINO
มาต่อกันที่ร้านเบคโคฟีโน่ ทีนี่เหมาะกับผู้ที่ต้องการชิมอาหารแบบอิตาเลียนแท้ๆ
ด้วยบรรยากาศที่ตกแต่งแบบอิตาเลียนสไตล์เหมือนเข้าไปอยู่ในคาเฟ่ร้านอาหาร แห่งหนึ่งในเมืองมิลาน
ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารอิตาเลียนแบบต้นตำรับ วัตุถิบที่ดีและหลากหลาย
ราคาสมเหตุสมผลพร้อมการบริการที่ดีเยี่ยมจึงต้องมาเช็คอินร้านนี้

Sensi Restaurant
ร้านนี้อยู่ในซอย นราธิวาส 17 บรรยากาศการตกแต่งสวยงาม โดยที่เด็ดคือทางร้านจะมี Welcome drink เป็น
sparkling wine ให้คนละแก้ว หากไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ก็จะได้เป็นน้ำเสาวรสแทน เมนูเด็ดของที่นี่ “Seared
diving scallop” หอยปรุงมาได้สุกกำลังดีรสหวานหอม ทีเด็ดคือ truffle powder ออกหวานเค็มอ่อนๆ
และหอมทรัฟเฟิลอย่างมาก

Basilico Pizzeria
ร้านนี้เด่นที่รสพิซซ่ารสชาติตำรับแบบแท้ๆ มีเมนูพิซซ่าหลากหลายแบบให้เลือกทานกันอย่างจุใจ
อาหารอิตาลีแบบสไตล์โฮมเมดให้เลือกทาน เหมาะกับการไปรับประทานกันแบบครอบครัวหรือแก๊งเพื่อนแบบสุดๆ
ด้วยการตกแต่งที่ดูอบอุ่น พนักงานเป็นมิตร บริการประทับใจ เหมาะกับการไปเช็คอินแบบสุดๆ

Lenzi Tuscan Kitchen
ร้านอยู่ในซอยร่วมฤดี 2 ทางร้านมี valet parking ให้ บรรยากาศดีเหมือนได้อยู่อิตาลี ส่วนอาหารจานเด็ดคือ
“Cold cuts” หรือเมนู “Fresh buffalo mozzarella cheese” ก็อร่อยมาก ด้านในนุ่มเป็นครีมเลย เปิด
จันทร์ – เสาร์ : 12:00 – 15:00 18:00 – 23:59, อาทิตย์ : 18:00 – 23:59

เยี่ยมชมธรรมชาติริมจันทบุรี ไปกับ ‘ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน’

เยี่ยมชมธรรมชาติริมจันทบุรี ไปกับ ‘ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน’

มาเที่ยวจังหวัดจันทบุรีก็อย่าเพิ่งคิดว่าที่นี่มีแค่ทะเลหรือแหล่งแฮงก์เอาท์ชิกๆ ในเมืองเท่านั้น
เพราะจังหวัดจันทบุรียังมีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติสวยๆ อีกเพียบ ซึ่งหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ ในนั้นคือ
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน’ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ก่อนจะไปแนะนำว่าศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ มีสิ่งที่น่าสนใจอะไรบ้างนั้น
ก็ต้องขออนุญาตเกริ่นกันสักหน่อยว่า สถานที่ท่องเที่ยวที่หยิบมาแนะนำกันในครั้งนี้ ก่อตั้งขึ้นในปี 2525
โดยมีเป้าหมายในการศึกษาค้นคว้าและวิจัยระบบนิเวศทางธรรมชาติในบริเวณกว่า 4,000 ไร่
เพื่อนำความรู้ที่ได้มาต่อยอดพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งของจังหวัดจันทบุรีต่อไปในอนาคต
รวมทั้งเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้เข้ามาเยี่ยมชมและศึกษาหาความรู้จากธรรมชาติได้อีกด้วย
ไฮไลท์ที่สำคัญและไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ
คงจะเป็นอื่นใดไปไม่ได้นอกเสียจากสะพานไม้ความยาว 1,600 เมตร
ที่สร้างขึ้นท่ามกลางป่าชายเลนของอ่าวคุ้งกระเบน เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินเข้าไปเยี่ยมชม
สัมผัสธรรมชาติที่สงบสุขและร่มรื่นของป่าชายเลน โดยไม่เข้าไปรบกวนธรรมชาติมากเกินไปนัก
ตลอดเส้นทางกว่า 1,600 เมตรของสะพานไม้ในป่าชายเลนของอ่าวคุ้งกระเบน จะมีจุดชมวิวเป็นระยะๆ
เพื่อให้ได้ถ่ายรูป และแน่นอนว่าให้คนที่ปกติไม่ค่อยได้ออกกำลังกายพักเท้า เพราะถึง 1,600 เมตรจะไม่ได้ไกลมาก
แต่ถ้าไม่เคยออกกำลังกายมาก่อนเลย การเดินแค่ 1 ส่วน 4 ของระยะทางก็น่าจะทำให้หอบรับประทานได้แล้ว
แน่นอนว่าไม่ได้มีแค่จุดชมวิวเท่านั้น เพราะยังมีแผ่นป้ายให้ความรู้ทั้งเรื่องพืชพันธุ์และสัตว์นานาชนิด อาทิ ปลาตีน
ปูแสม โกงกาง บำภู แสม และอื่นๆ อีกมากมายหลายชีวิต ที่อาศัยอยู่บริเวณป่าชายเลนของอ่าวคุ้งกระเบนอีกด้วย
จุดชมวิวตลอดเส้นทาง 1,600 เมตรนั้น มีจุดที่น่าสนใจอยู่หลายจุดเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น ศาลาปู่แสม
ซึ่งนับเป็นจุดชมวิวลำดับที่ 5 ที่นำเสนอเรื่องราวและวิถีชีวิตชาวประมงในจังหวัดจันทบุรี
และที่นี่เรายังจะได้เห็นต้นแสมขาวอายุนับร้อยปีอีกด้วย
นอกจากนี้ยังมี ศาลาพะยูน ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึง พะยูน หรือ หมูดุด
ที่ในอดีตเคยอยู่อาศัยบริเวณอ่าวคุ้งกระเบนเป็นจำนวนมาก เพราะเป็นละแวกที่มีหญ้าทะเล
อาหารของพะยูนขึ้นค่อนข้างสมบูรณ์ จนเมื่อหลายปีก่อนเกิดภาวะหญ้าทะเลหมดและไม่เกิดขึ้นใหม่
ทำให้พะยูนเริ่มย้ายออกจากบริเวณอ่าวคุ้งกระเบนไปหาแหล่งที่อยู่ ที่มีอาหารสมบูรณ์กว่าแทน
แต่ปัจจุบันได้มีการทดลองปลูกหญ้าทะเลขึ้นบริเวณอ่าวคุ้งกระเบนมาสักระยะหนึ่งแล้ว
เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะต่อการอยู่อาศัยของพะยูน
เพื่อหวังว่าในอนาคตพะยูนจะกลับมาอาศัยในบริเวณนี้อีกครั้งหนึ่ง…

ท่องเที่ยว.ที่พัก.ร้านอาหาร.แนะนำ 7 คาเฟ่ ห้ามพลาดแห่งถิ่น “บางแสน”

ท่องเที่ยว.ที่พัก.ร้านอาหาร.แนะนำ 7 คาเฟ่ ห้ามพลาดแห่งถิ่น “บางแสน”

1.วี คอฟฟี่ คูซีน (WE coffee Cuisine)
ร้านสวยบรรยากาศดีตัวร้านเป็นเรือนกระจกทรงหน้าจั่ว
ตกแต่งในสไตล์สวนแบบอังกฤษให้ความรู้สึกร่มรื่น โดดเด่นในเรื่องของกาแฟ
ความพิเศษคือมีเมล็ดกาแฟจากหลายประเทศให้ลิ้มลองกัน ด้านนอกมีโซนสวนนั่ง
ยามเย็นบรรยากาศสุดชิลล์มีมุมสวยๆให้ถ่ายรูปลงโซเชียลโชว์เพื่อนๆได้เลย

2.คาเฟ่ แคนทารี (Cafe Kantary)
“คาเฟ่ แคนทารี” ตั้งอยู่ตรงบริเวณวงเวียนบางแสน
มีความโดดเด่นในการดีไซน์สวยแบบโมเดิร์น ตัวร้านเป็นตึกสีขาว 2 ชั้น
ด้านในตกแต่งโชว์เนื้อไม้สีอ่อนสลับกับสีฟ้าพาสเทล
มีมุมให้เลือกนั่งมากมายหลายรูปแบบ ที่นี่จำหน่ายทั้งอาหารและเบเกอรี่
ขอเสนอเมนูทาร์ตเบอร์รี่กับชาเขียวมัทฉะร้อน

3.ฮิปโปคาเฟ่ แอนด์ เรสเตอรองท์ (Hippo Cafe & Restaurant)
“ฮิปโปคาเฟ่ แอนด์ เรสเตอรองท์”
คาเฟ่สวยดีไซน์เท่ตัวร้านเป็นเรือนกระจกบวกกับวัสดุเหล็กสีเข้ม
ดูเข้ากันอย่างลงตัวด้านหน้ามีโซนสวนให้เลือกนั่งพักผ่อน
ส่วนด้านในตกแต่งมีความหรูหรา อาหารก็มีบริการทุกรูปแบบ
ตั้งแต่เมนูของหวานไปถึงอาหาร พร้อมด้วยคุณภาพที่ดีเยี่ยมคุ้มค่ากับราคา

4.บ้านต้นเค้ก
ร้านเค้กดีไซน์ด้วยสไตล์หรูหรา ตัวร้านเป็นตึกสีขาวชั้นเดียว
ตกแต่งด้วยเสาแบบโรมันตัดกับสนามหญ้าและดอกไม้หลากสีสัน
มีมุมให้เลือกนั่งทั้งแบบอินดอร์และเอาท์ดอร์ ที่นี่จะโดดเด่นในเรื่องของเค้ก
มีให้เลือกทานหลากหลายชนิด และมีมุมให้ถ่ายรูปสวยๆ ให้ได้กดชัตเตอร์

5.หน้ามน หนมหวาน (Namon Nomwan)
“หน้านม หนมหวาน” ร้านของหวานบรรยากาศน่ารัก
ตัวร้านเป็นคาเฟ่สองชั้นตกแต่งในสไตล์วินเทจลอฟท์
ด้านล่างเป็นห้องเรือนกระจกแบบ 360 องศา
รอบล้อมด้วยธรรมชาติต้นไม้ใหญ่และสนามหญ้าที่ดูร่มเย็น
บริการของหวานและเครื่องดื่มหลากหลายเมนู ช่วงเย็นมีไฟสลัวๆ
พร้อมนั่งชิลล์กับเพื่อนไปเพลินๆ

6.อินบ๊อกซ์ คาร์ แอนด์ คอฟฟี่ (Inbox Car and Coffee)
“อินบ๊อกซ์ คาร์ แอนด์ คอฟฟี่” ดีไซน์เหลี่ยมๆจากตู้คอนเทนเนอร์สีแดงสด
ด้านหน้าร้านมีสวนดอกไม้และทุ่งหญ้าคอยปลิวต้อนรับแขก
ด้านในก็ตกแต่งสวยในความรู้สึกวินเทจ มีบริการทั้งของคาวและของหวาน
เหมาะแก่การมานั่งพักผ่อนสบายๆ ถ่ายรูปเช็คอินหลบหนีอากาศร้อนๆ เป็นที่สุด

7.ก๊อด สเตชั่น คอสตอม ไดนิ่ง แอนด์ บิสโทร (God’s Station custom dining & bistro)
“ก๊อด สเตชั่น คอสตอม ไดนิ่ง แอนด์ บิสโทร”
ร้านคาเฟ่ขนาดใหญ่จำหน่ายตั้งแต่เมนูของหวานอย่าง เค้ก ฮันนี่โทส สมูตตี้
ไปถึงเมนูหนักๆ อย่าง พิซซ่า สปาเก็ตตี้ ตัวร้านเป็นบ้านสีขาวหลังใหญ่
ด้านหน้ามีสนามหญ้ามีมุมชิคๆ ให้เลือกนั่งและถ่ายรูป
และมีที่นั่งชิลล์แฮงเอ้าท์ในช่วงเย็นๆ ก็มีโฟล์คซองบรรเลงให้ฟังกันด้วย…