ท่องเที่ยวจันทบุรี

ท่องเที่ยวจันทบุรี

อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ
เริ่มกันกับสถานที่แรกคือ “อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ”
เป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญของแม่น้ำจันทบุรี
เนื่องจากว่าสภาพป่าในบริเวณนี้มีหลากหลาย
แล้วก็สมบูรณ์บริบูรณ์รวมถึงมีพืชพันธุ์ไม้หายากจำนวนไม่ใช่น้อย
ซึ่งภายในยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ได้แก่ “น้ำตกกระทิง”
มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาคิชฌกูฏ เป็นน้ำตกขนาดใหญ่มี 13 ชั้น,
“ยอดเขาพระบาท” ประดิษฐานอยู่บนยอดเขาคิชฌกูฎ
ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาที่นำมาผูกกับตำนานทางพระพุทธศาสนา
โดยสามารถชมทิวทัศน์ของเทือกเขาสระบาป เขาสุกิม เกาะนมสาว และตัวเมืองจันทบุรีได้
ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะกำหนดจัดงานนมัสการพระบาทพลวง ณ เขาคิชฌกูฏ
เป็นประจำทุกปีในช่วงขึ้น 1 ค่ำ เดือน 3
ซึ่งประชาชนจะนิยมไปนมัสการรอยพระบาทพลวงเป็นจำนวนมากเพื่อเสริมสิริมงคลให้กับตนเอง

อุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว
อุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว อยู่ในเขตอำเภอแหลมสิงห์ บนเทือกเขาสระบาป
มีเนื้อที่ 84,063 ไร่ มีพันธุ์ไม้ต่างๆและยังสัตว์ป่าต่างๆหลายชนิดเช่น
โดยที่มาของชื่อน้ำตกคือคำว่า “พลิ้ว” กล่าวกันว่าเป็นภาษาชอง
ซึ่งเป็นเจ้าของถิ่นเดิม แปลว่า ทราย หรือ หาดทราย
แต่ว่าเข้าใจกันว่าน้ำตกพลิ้วคงจะได้ชื่อมาจากต้นไม้ชนิดหนึ่ง
ซึ่งชอบขึ้นในดินปนทราย เป็นไม้เถามีดอกเป็นผลเล็กขนาดลูกเกด
สีเหลืองอมแดง ขึ้นทั่วไปในแถบนี้ สำหรับน้ำตกพลิ้วเป็นน้ำตกขนาดใหญ่
มีน้ำตลอดปี …

แหล่งที่ท่องเที่ยวไทย 50 สถานที่ท่องเที่ยวสุดฮอต(1)

แหล่งที่ท่องเที่ยวไทย 50 สถานที่ท่องเที่ยวสุดฮอต(1)

1. อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน
ดินแดนที่อุดมไปด้วยผืนน้ำทะเลสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ มีเกาะหลัก ๆ ทั้งหมด 11
เกาะ ได้แก่ เกาะหูยง (เกาะหนึ่ง), เกาะปายัง (เกาะสอง), เกาะปาหยัน (เกาะสาม),
เกาะเมียง (เกาะสี่), เกาะห้า, เกาะหก, เกาะปายู (เกาะเจ็ด), เกาะสิมิลัน (เกาะแปด),
เกาะบางู (เกาะเก้า), เกาะตาชัย และเกาะบอน ซึ่งล้วนแต่มีหาดทรายที่สวยงาม
พร้อมกับแนวปะการังที่อุดมสมบูรณ์ นักท่องเที่ยวจะได้พบเห็นสัตว์ทะเลที่หลากหลาย
นอกจากนี้หมู่เกาะสิมิลันยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติและจุดชมวิวที่สวยงามตามเกาะ
ต่าง ๆ อีกด้วย ทั้งนี้อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน
จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเที่ยวชมตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม – 15 พฤษภาคมของทุกปี

2. อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์
สวรรค์แห่งการดำน้ำที่ใคร ๆ ต่างก็ต้องการมาสัมผัสสักครั้ง เกาะต่าง ๆ
เต็มไปด้วยแนวปะการังหลากสีสัน
เป็นสถานที่ดำน้ำลึกและน้ำตื้นยอดนิยมของคนทั่วโลก ผืนน้ำทะเลใสสะอาด
พร้อมทั้งหาดทรายยังขาวเนียนนุ่ม มองดูโดดเด่นกลางทะเลอันดามัน
บอกเลยว่าพลาดไม่ได้
ทั้งนี้อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเที่ยวชมตั้งแต่วันที่ 16
ตุลาคม – 15 พฤษภาคมของทุกปี

3. หมู่เกาะพีพี
ภาพของเวิ้งอ่าวคู่ อันเป็นสัญลักษณ์ของเกาะพีพี
ได้ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกมาเยือนทะเลไทยอย่างมากมาย
หาดทรายขาวของทั้งอ่าวต้นไทรและอ่าวโละดาลัม พร้อมทั้งน้ำทะเลใส

สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวตลอดมา อีกทั้งอ่าวมาหยาอันเลื่องชื่อ
ซึ่งอยู่ท่ามกลางอ้อมกอดของภูเขาหินปูน จะทำให้คุณจดจำเกาะพีพีไม่มีวันลืม

4. เกาะหลีเป๊ะ
สัมผัสหาดทรายขาวสะอาด น้ำทะเลสีฟ้าครามใส
พร้อมทั้งแนวปะการังที่อุดมสมบูรณ์
และยังชุกชุมไปด้วยปลาและสัตว์ทะเลอีกหลากหลายชนิดของเกาะหลีเป๊ะ
เรียนรู้วิถีชีวิตชาวอูรักลาโว้ย และร่วมสนุกสนานกับสีสันบนเกาะเล็ก ๆ
กลางทะเลอันดามันที่คุณจะไม่มีวันลืม

5. เกาะตะรุเตา
เกาะตะรุเตา จังหวัดสตูล ดินแดนของนักโทษการเมืองในอดีต
ที่เล่าขานกันว่าเป็นนรกกลางทะเลอันดามัน
ทว่าปัจจุบันกลับกลายเป็นสวรรค์ของผู้รักการเดินทางไปเสียแล้ว
เหตุเพราะมีทิวทัศน์ที่งดงาม ผืนน้ำใสสีมรกต
ทรัพยากรใต้ท้องทะเลก็ยังคงอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งยังมีประติมากรรมธรรมชาติที่
“เกาะไข่” และหาดหินบน “เกาะหินงาม” หรือ “เกาะอาดัง เกาะราวี”
ที่มีหาดทรายสีขาวนุ่มเนียนละเอียดลออ รวมไปถึงอีกหลายเกาะ
หลายอ่าวที่แสนงดงาม

6. เกาะกระดาน
เพลิดเพลินไปกับหาดทรายขาวสะอาด น้ำทะเลใสแจ๋ว
และแนวปะการังที่สวยงาม ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบ
เรียนรู้วิถีชีวิตชาวบ้านที่เรียบง่าย และห้ามพลาดการเข้าร่วมงานวิวาห์ใต้สมุทร
อันเป็นกิจกรรมที่โด่งดังไปทั่วโลก เกาะกระดาน จังหวัดตรัง
จึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในทะเลตรังที่คุณต้องไม่พลาด

7. เกาะรอก
เกาะรอก เจ้าของฉายาราชินีแห่งอันดามัน
ด้วยธรรมชาติทั้งป่าเขาบนเกาะและธรรมชาติใต้ท้องทะเลยังคงมีความอุดมสมบูรณ์อ
ย่างมาก มีหาดทรายขาวสะอาดโดดเด่น น้ำทะเลเป็นสีฟ้าใส
สามารถมองเห็นใต้ทะเลได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังมีแนวปะการังหลากสีสัน
ที่นี่จึงกลายเป็นจุดดำน้ำยอดนิยมสำหรับคนรักการดำน้ำ

8. ถ้ำมรกต
ถ้ำมรกต หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าถ้ำน้ำ ตั้งอยู่บริเวณเกาะมุก
มีความยาวทั้งหมด 80 เมตร
ที่นี่ถือเป็นถ้ำน้ำทะเลที่มีความงดงามตระการตาอย่างมาก
จากปากทางเข้าถ้ำซึ่งเป็นโพรงเล็ก ๆ จะเข้า-ออกได้เฉพาะช่วงน้ำลงเท่านั้น
ปากถ้ำเป็นโพรงเล็ก ๆ การเข้า-ออกจะต้องลอยคอในน้ำ
ลอดถ้ำอันมืดมิดผ่านเส้นทางคดโค้ง ระยะทางจากปากถ้ำเข้าไปประมาณ 80 เมตร
เข้าแถวเรียงหนึ่งตามคนนำทาง จับคนข้างหน้าไว้ให้มั่น ไม่งั้นอาจหลงทางได้
เมื่อพ้นปากถ้ำออกมาอีกด้านหนึ่งจะเป็นหายทรายขาวสะอาด น้ำใสน่าเล่น
ล้อมรอบด้วยหน้าผาสูงชัน
ที่มีท้องฟ้าเป็นหลังคาและผนังแต่งแต้มด้วยลายเขียวของใบไม้

9. เกาะปันหยี
เกาะปันหยี ตั้งอยู่ที่บ้านท่าด่าน ตำบลเกาะปันหยี อำเภอเมือง จังหวัดพังงา
เป็นหมู่บ้านของชาวมุสลิมกลางน้ำ ซึ่งมีมายาวนานมากกว่า 200 ปี
ชาวบ้านยังคงใช้วิถีชีวิตแบบชาวเลแท้ ๆ ภายในเกาะมีบ้านเรือนของชาวบ้าน
ที่สร้างขึ้นจากวัสดุธรรมชาติ มีมัสยิด รวมทั้งสนามฟุตบอลขนาดเล็กของเด็ก ๆ
ในหมู่บ้าน นอกจากนักท่องเที่ยวจะได้ชื่นชมวิถีชีวิตอันเรียบง่ายแล้ว

ยังจะได้ลิ้มลองอาหารทะเลสดใหม่ อาหารพื้นเมือง
พร้อมทั้งเลือกซื้อสินค้าแฮนด์เมดของชาวบ้านอีกด้วย

10. เกาะพยาม
เกาะที่มีขนาดใหญ่รองลงมาจากเกาะช้าง (ระนอง)
ตอนกลางของพื้นที่เกาะเป็นป่าไม้และสัตว์ป่านานาชนิด เช่น นก ลิง และหมูป่า
ที่นี่ยังมีบ้านพักเอาไว้บริการนักท่องเที่ยวทั้งแบบวิลล่ากลางน้ำ วิวสวย
จนได้รับการขนานนามว่าเป็นมัลดีฟส์เมืองไทย เกาะพยามมีหาดใหญ่ ๆ อยู่ 5 หาด
มีป่า ต้นไม้ใหญ่ หาดชายเลน สวนยาง และเป็นแหล่งดูนกเงือก
พูดได้ว่าเกาะพยามยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีธรรมชาติค่อนข้างอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่
งเลยทีเดียว…

กาแฟแก่งซอง ล่องแก่งลำน้ำเข็ก ที่พิษณุโลก

กาแฟแก่งซอง ล่องแก่งลำน้ำเข็ก ที่พิษณุโลก

ล่องแก่ง ถือเป็นกีฬาเอ็กซ์ตรีมที่ผู้คนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนระหว่างเดือนมิถุนายนถึงตุลาคมของทุกปี
ที่มวลน้ำจะช่วยเพิ่มการผจญภัยของแก่งต่างๆ
ให้สนุกตื่นเต้นครบรสมากขึ้น เรียกว่าล่องกันทีพักยาวไปทั้งปี
โดยหนึ่งในสถานที่ล่องแก่งที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาว
ไทย คือ ล่องแก่งลำน้ำเข็ก ที่จังหวะพิษณุโลก
ซึ่งมีแก่งให้ท้าทายความสามารถและก้าวผ่านมากถึง 17 แก็ง
ตลอดลำน้ำเข็ก เส้นเลือดใหญ่ของอำเภอวังทอง

แห่งเมืองสองแคว
ก่อนอื่นขอเท้าความก่อนว่า “ลำน้ำเข็ก”
เป็นลำน้ำที่ไหลมาจากเทือกเขาเพชรบูรณ์ ไหลผ่านอำเภอวังทอง
เหมาะสำหรับนักล่องแก่งมือใหม่ เพราะไม่ต้องเดินเท้าเข้าป่า,
ไม่ต้องแบกหามเรือยาง และไม่ต้องเตรียมเสบียงแต่อย่างใด
จุดเริ่มต้นการล่องแก่งที่ลำน้ำเข็ก จะอยู่บริเวณท่าข้าม
ซึ่งสามารถขับรถไปถึงได้ง่ายๆ มีระยะให้พัก
และเตรียมตัวก่อนลงแก่งต่อไปเป็นระยะๆ
จึงทำให้การล่องแก่งที่ลำน้ำเข็ก ไม่เหนื่อยมากเหมือนกับแก่งอื่นๆ
แต่ความโหดนั้นไม่แพ้กัน
ระยะทางของการล่องแก่งลำน้ำเข็ก รวมทั้งสิ้นประมาณ 8กิโลเมตร
มีแก่งทั้งหมด 17 แก่ง โดยเริ่มจากระยะน้ำนิ่ง (ระดับ 1)
ไปถึงระยะน้ำเชี่ยวกราก (ระดับ 5)
รวมเวลาที่คุณจะได้ตื่นเต้นท้าทายความพิโรธของกระแสน้ำประมาณ 2 ชั่วโมง
แต่ไฮไลท์ในการล่องแก่งลำน้ำเข็ก จะมีอยู่กัน 3 แก่ง
ที่คุณจำเป็นต้องเค้นพลังกายและจิตใจออกมาอย่างเต็มเปี่ยม
หากต้องการฝ่าฟันไปให้ได้ เริ่มจาก แก่งซาง ที่กระแสน้ำจะค่อยๆ
ลดระดับลงเรื่อยๆ ไม่ต่ำกว่า 10 เมตร
แล้วลำน้ำจะหักศอกเลี้ยวซ้าย ถ้าไม่เตรียมตัวให้ดีก็มีชน

ต่อด้วย แก่งนางคอย ที่อยู่ไม่ไกลจาก แก่งซาง มากนัก
บริเวณนี้นักล่องแก่งจะต้องระมัดระวังกันมากกว่าเดิม
เพราะเต็มไปด้วยโขดหินและเกาะแก่งใต้น้ำ
ทำให้บางครั้งกระแสน้ำที่ไหลกระทบชั้นหินอาจมีความสูงมากถึง2 เมตร
ปิดท้ายที่ แก่งยาว แก่งที่มีระยะทางให้ก้าวข้ามประมาณ
100 เมตร แก่งนี้จะมีจุดที่ลดระดับลาดเอียงเทลงแบบฉับพลัน
ใครไม่ตั้งตัวดีๆ หน้าคว่ำแน่นอน แต่หากพ้นแก่งนี้ไป
แก่งที่เหลือก็ไม่ยากเกินกำลัง
ซึ่งหลังจาก ล่องแก่งลำน้ำเข็ก เสร็จแล้ว
นักท่องเที่ยวอาจเดินทางไปผ่อนคลายด้วยการจิบกาแฟแก่งซอง
กาแฟท้องถิ่นพันธุ์อราบิก้า ต้นตำรับแท้ๆ ที่มีความเข้ม
เติมด้วยความมัน และหวานหอม ตามแบบฉบับกาแฟแก่งซอง
โดย กาแฟแก่งซอง
เป็นกาแฟที่ปลูกอยู่ทั่วไปบริเวณตำบลแก่งโสภา จังหวัดพิษณุโลก
ถือเป็นอีกหนึ่งของขึ้นชื่อ
ซึ่งปัจจุบันพ่อเมืองสองแควได้จัดเทศกาลชิมกาแฟแก่งซอง
ล่องแก่งลำน้ำเข็กเป็นประจำทุกปี ใครที่สนใจก็เดินทางไปได้
เริ่มจากใช้เส้นทางทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน
ถึงสิงห์บุรี แล้วแยกเข้าทางสายเอเชีย ทางหลวงหมายเลข 11
(สายอินทร์บุรี-ตากฟ้า) จนถึงทางหลวงหมายเลข 12
ที่อำเภอวังทอง เลี้ยวขวาไปทางอำเภอหล่มสัก ประมาณกม.44-กม.52
ก็จะเจอสถานที่ล่องแก่ง
หรือใช้เส้นทางทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน
อำเภอวังน้อย แล้วแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 32
ถึงจังหวัดนครสวรรค์ แล้วใช้เส้นทาง 117 ตรงสู่จังหวัดพิษณุโลก
ผ่านตัวเมืองแล้วไปตามทางหลวงหมายเลข 12 (พิษณุโลก-หล่มสัก)
ประมาณกม.44-กม.52
ใครสะดวกเส้นทางไหนก็เลือกได้ตามอัธยาศัย
แต่ขอเตือนให้ปรับสภาพร่างกายให้แข็งแรงรอไว้ก่อนเลย (ฮา)…

หน้าฝนก็ดูปะการังได้ที่เมืองร้อยเกาะ สุราษฎร์ธานี

หน้าฝนก็ดูปะการังได้ที่เมืองร้อยเกาะ สุราษฎร์ธานี

ทะเล กับ ฤดูฝน ดูจะเป็นตัวเลือกที่ห่างไกลกันเหลือเกิน
แต่ใครจะไปรู้ว่าหน้าฝนของประเทศไทย
เราก็ยังไปเดินชิลริมชายหาด หรือจะดำน้ำดูปะการังได้
โดยเฉพาะที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมืองร้อยเกาะบ้านเรานี่เอง
เพราะอะไรการเดินทางไปยังเมืองร้อยเกาะ สุราษฎร์ธานี
จึงเป็นตัวเลือกที่น่าใจในฤดูฝน
นั่นก็เพราะแม้ทะเลทางฝั่งตะวันออกและทะเลทางฝั่งอันดามันจะเป็นช่วงมรสุม
แต่ทางฝั่งทะเลอ่าวไทย โดยเฉพาะ สุราษฎร์ธานี
กลับเป็นช่วงที่ไม่มีลมมรสุม
นั่นจึงไม่เรื่องน่าแปลกใจที่เราจะได้พบเห็นน้ำทะเลเป็นสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ใส
อากาศกำลังเย็นสบาย บรรยากาศเงียบสงบ
เหมาะแก่การไปดำน้ำชมปะการัง หรือ เล่นน้ำทะเลแบบเบาๆ
จะไปคู่ไปเดียวไปยกแกงค์ได้หมดสดชื่นทุกคน
โดยเกาะที่เราแนะนำในการเดินทางไปท่องเที่ยวในหน้าฝนนี้ คือ
เกาะเต่า-เกาะนางยวน
เกาะที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นจุดดำน้ำที่ดีที่สุดในโลก
และหากใครต้องการชมปะการังที่ยังอุดมสมบูรณ์ เกาะเต่า-เกาะนางยวน
คือสถานที่ที่ควรไปสักครั้งในชีวิต

เริ่มจาก เกาะเต่า
สาเหตุที่ได้ชื่อนี้มาก็เพราะสมัยก่อนมีเต่าขึ้นมาวางไข่เป็นจำนวนมาก
อยู่ในเขตเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
เป็นเกาะขนาดเล็กกลางอ่าวไทย ประกอบด้วยเกาะสำคัญ 2 เกาะ
คือ เกาะเต่า และ เกาะนางยวน (หางเต่า)
ส่วนการเดินทางไป เกาะเต่า จะมีให้เลือก 2 เส้นทาง
คือขึ้นเรือได้ทั้งที่ ชุมพร และ สุราษฎร์ธานี
โดยเรือจะไปจอดที่ท่าเรือแม่หาดเกาะเต่า
แต่ก่อนจะไปถึงท่าเรืออาจใช้วิธีขับรถยนตร์ส่วนตัว,
นั่งรถไฟรถโดยสารประจำทาง หรือ ขึ้นเครื่องบิน
แต่ใครที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร ตอนนี้การเดินทางไป
เกาะเต่า นั่นแสนเรียบง่าย เพราะบริษัทท่าเรือเร็วลมพระยา
มีบริการตั้งแต่กรุงเทพถึงเกาะเต่า โดยไปขึ้นรถที่ถนนข้าวสาร
เวลา 21.00 น. ใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 11.45 ชั่วโมง
ค่าโดยสารคนละ 1,050 บาท
หรือใครจะซื้อพร้อมแพ็คเกจดำน้ำเลยก็ได้ ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก
ด้านการเดินทางบนเกาะเต่า
คุณสามารถโดยสารรถสองแถวไปตามจุดสำคัญต่างๆ บนเกาะ
หรือจะใช้บริการเช่ามอเตอร์ไซต์ก็สามารถเลือกได้ตามสะดวก
มีให้จับจองตั้งแต่มอเตอร์ไซต์ธรรมดาไปจนถึงรถ ATV เลยทีเดียว
ที่เหลือก็ปล่อยให้ตัวเองล่องลอยไปกับความงามและมนตร์เสน่ห์ของเกาะเต่า
กับแหล่งท่องเที่ยวอย่าง อ่าวแม่หาด, อ่าวจันทร์สม,
อ่าวจุนเจือ, อ่าวโฉลกบ้านเก่า, อ่าวเทียนออก หรือ
ออกตามหาฝูงฉลามที่หาดทรายแดง
ส่วนใครที่ชอบกิจกรรมทางน้ำแบบแอดวานซ์ ก็เดินทางไปที่
อ่าวโตนด เพื่อสนุกสนานไปกับกิจกรรมมากมาย ไล่ตั้งแต่
ฝึกดำน้ำ, ขับเจ็ทสกี, พายเรือคายัค และอื่นๆ อีกมากมาย
หรือจะไปปาร์ตี้ที่หาดทรายรี ก็ไม่ว่ากัน…

ภูมิภาคคันไซของประเทศญี่ปุ่น มีอะไรที่น่าเที่ยวบ้าง

ภูมิภาคคันไซของประเทศญี่ปุ่น มีอะไรที่น่าเที่ยวบ้าง

ช่วงนี้ภูมิภาคคันไซของประเทศญี่ปุ่นกำลังเผชิญหน้ากับไต้ฝุ่นเชบี
ส่งผลให้น้ำท่วมอย่างหนัก และต้องปิดสนามบินคันไซเป็นการชั่วคราว
แต่เมื่อใดก็ตามที่สถานการณ์กลับมาปกติ
เราก็สามารถกลับไปเที่ยวกันได้ตามปกติ

ดังนั้นเรามาศึกษากันเอาไว้ก่อนดีกว่าว่าภูมิภาคคันไซของประเทศญี่ปุ่นนั้นมีอะไร
บ้างที่น่าสนใจ เพราะบอกได้เลยว่ามันน่าเที่ยวเป็นอย่างมาก
หลายอย่างก็เป็นการเปิดประสบการณ์ต่างๆ
ในแบบฉบับที่ไม่สามารถหาได้ที่อื่นในญี่ปุ่น
และที่จะนำมาแนะนำกันก็เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น มาเริ่มกันเลย

เริ่มแรกก็คือแหล่งช็อปปิ้งที่นักท่องเที่ยวชาวไทยหลายคนคงจะรู้จักกันเป็นอย่างดี
อยู่แล้ว ที่จังหวัดโอซาก้านั้นมีย่านที่เรียกว่าชินไซบาชิ
ถ้าใครยังนึกไม่ออกก็ให้นึกภาพป้ายโฆษณากูลิโกะใหญ่ๆ ที่เป็นนักวิ่งชูมือขึ้น 2
ข้างนั่นแหละ มันเต็มไปด้วยสินค้าต่างๆ มากมาย
ซึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวแล้วสามารถขอยกเว้นภาษีได้อีกด้วย

โอซาก้ายังมีสถานที่ท่องเที่ยวดังๆ อีกมาก
อย่างเช่นปราสาทโอซาก้าที่มีรูปแบบเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร
ขณะที่ธีมพาร์คอย่างยูนิเวอร์แซลสตูดิโอก็กำลังเป็นที่นิยมมากๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งโซน แฮร์รี่ พ็อตเตอร์ ที่เพิ่งเปิดใหม่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา
เป็นสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มาก

สำหรับใครที่ชื่นชอบสถานที่ท่องเที่ยวแนวธรรมชาติและวัฒนธรรมจะต้องชอบจัง
หวัดเกียวโต เมืองหลวงเก่าของประเทศญี่ปุ่นเป็นแน่
เพราะเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวดังๆ มากมาย ทั้งวัดคิโยมิซุ
หรือที่คนไทยเรียกกันจนติดปากว่าวัดน้ำใส ขณะที่วัดคินคะคุจิ
หรือที่คนไทยเรียกว่าวัดทอง ก็เป็นอีกสถานที่ที่คุ้มค่าสำหรับการไปเยี่ยมชม
ส่วนป่าไผ่ที่อาราชิยามะก็เป็นอีกแห่งที่น่าไปเดินชมความงาม
ถ่ายรูปออกมาแล้วสวยแน่นอน

สำหรับคนรักธรรมชาติที่ชื่นชอบสัตว์ด้วยก็น่าจะชอบจังหวัดนาระ
ที่บริเวณวัดไดบุตสึจะมีกวางเดินอยู่ขวักไขว่
เราสามารถที่จะซื้อขนมเซมเบ้เพื่อให้มันกินได้ด้วย
ขณะที่ทางวัดเองก็มีความสำคัญเช่นกัน เพราะเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อโต
และยังมีอาคารไม้ที่ได้รับการบันทึกว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย

สำหรับคนที่ชื่นชอบอาหาร บอกได้เลยว่าภูมิภาคคันไซนั้นมีของดีเพียบ
โดยที่เด่นๆ เลยก็มีทาโกะยากิ ที่เป็นอาหารขึ้นชื่อของทางโอซาก้า
ขณะที่ทางจังหวัดเฮียวโงะ
ซึ่งมีเมืองเอกคือโกเบก็ขึ้นชื่อเป็นอย่างมากในด้านเนื้อวัว
ซึ่งเรียกกันโดยทั่วไปเลยว่าเนื้อโกเบ
นี่ก็คือบางส่วนของอาหารที่ใครมาเยือนภูมิภาคคันไซแล้วก็ควรหาโอกาสชิมให้ไ
ด้สักครั้ง

นี่แหละคือสิ่งต่างๆ
ที่น่าสนใจของภูมิภาคคันไซที่รอให้นักท่องเที่ยวเข้าไปสัมผัสประสบการณ์ดีๆ กัน…

เมื่อได้ไปเยือนตุรกี สถานที่ท่องเที่ยวเหล่านี้ควรต้องใส่ไว้ในลิสต์

เมื่อได้ไปเยือนตุรกี สถานที่ท่องเที่ยวเหล่านี้ควรต้องใส่ไว้ในลิสต์

ตุรกีเป็นประเทศที่เป็นดินแดน 2 ทวีป เชื่อมโยงระหว่างเอเชียกับยุโรป
นี่คือหนึ่งในที่หมายที่หลายคนอยากจะมาเยือนสักครั้ง
และถ้ามีโอกาสก็ควรใส่สถานที่ท่องเที่ยวเหล่านี้เอาไว้ในลิสต์ด้วย
เริ่มแรกเลยก็คือฮายาโซฟอา หรือว่าวิหารเซนต์โซเฟีย
นี่คือสัญลักษณ์ที่อยู่คู่กับเมืองอิสตันบูล เมืองหลวงของประเทศตุรกีมาอย่างช้านาน
ถ้าหากว่าเรามองจากภายนอกแล้วมันอาจจะดูธรรมดา
แต่สิ่งที่สวยงามนั้นรออยู่ที่ด้านใน เพราะว่าจะใช้กระจกมาประดับตกแต่งอย่างหรู
เป็นสถาปัตยกรรมที่มาจากการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมกรีกโรมันกับเปอร์เซีย
ทุกอย่างจึงออกมาในรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
บลูมอสก์ หรือว่ามัสยิดสีฟ้า
ก็เป็นอีกสถานที่ที่เมื่อใครมาเยือนอิสตันบูลแล้วจะต้องนึกถึง
มันมีชื่อเรียกอีกอย่างว่ามัสยิดสุลต่านอาเหม็ดที่ 1
เนื่องจากถูกสร้างขึ้นมาในยุคสมัยของท่าน
โดยความงดงามของมันนั้นว่ากันว่ามาจากศิลปินที่ต้องการแสดงฝีมือให้ได้ทุกคน
ได้ทราบว่าเขาก้าวข้ามขั้นอาจารย์ของเขาที่สร้างวิหารเซนต์โซเฟียไปแล้ว
ทุกอย่างจึงได้ออกมาดูหรูหราอลังการเป็นอย่างยิ่ง
โรงอาบน้ำโบราณที่นี่ก็น่ามาเยือนเช่นกัน
โดยการอาบน้ำในแบบฉบับตุรกีนั้นสืบทอดกันมาอย่างยาวนานเป็นพันๆ ปีแล้ว
ใครก็ตามที่อยากสัมผัสถึงวัฒนธรรมนั้นก็สามารถมาเที่ยวที่นี่กันได้
ขณะที่ใครชื่นชอบการช็อปปิ้ง
แนะนำให้ไปที่ตลาดเก่าแก่ของเมืองอิสตันบูลอย่างแกรนด์บาซาร์
มีร้านค้าเปิดขายสินค้าหลายพันร้าน ด้วยพื้นที่ที่แสนจะกว้างขวาง
ทำให้อาจหลงทางได้ง่ายๆ แต่สำหรับใครที่ชอบช็อปปิ้ง
นี่ถือว่าเป็นสวรรค์เลยทีเดียว ยังไงเวลาจะซื้ออะไรก็อย่าลืมต่อราคากันด้วยแล้วกัน
ถ้าใครที่ยังไม่จุใจกับการจับจ่ายใช้สอย ที่นี่ก็ยังมีจตุรัสทักซิก
แหล่งช็อปปิ้งที่ขึ้นชื่อของเมืองอิสตันบูล มีร้านอาหารอร่อยๆ
เอาไว้คอยบริการอย่างมากมายด้วย
ที่สำคัญคืออย่าลืมนั่งรถรางโบราณที่ได้รับความนิยมมากในหมู่นักท่องเที่ยวด้วยล่ะ
เมื่อออกไปนอกเมืองอิสตันบูลก็ยังมีเมืองคัปปาโดเซีย ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมาก
เพราะจะมีบอลลูนหลากสีให้ได้ถ่ายรูปกันสวยๆ ยังมีที่เที่ยวแนวธรรมชาติ
รวมถึงเมืองใต้ดินที่มีประวัติความเป็นมาน่าสนใจอีกด้วย
ขณะที่เมืองเดนิซลีก็มีเมืองโบราณเฮียราโปลิสที่น่าไปเยี่ยมชมสักครั้ง
นี่คือสถานที่ที่ยูเนสโก้รับรองเป็นมรดกโลก
ตุรกียังมีอะไรที่น่าสนใจอีกมาก
ถ้าหากว่าใครที่ได้ไปแล้วก็สามารถลิสต์สถานที่ตามที่ตัวเองชอบได้ตามสบาย
รับประกันได้ว่าจะกลับมาพร้อมความสุขแน่นอน…

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในมาเลเซีย

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในมาเลเซีย

มาเลเซีย ประเทศเพื่อนบ้านของไทยเรา
ซึ่งมีเขตแดนติดกับบ้านเราในทางตอนใต้
ซึ่งการเดินทางนั้นสามารถไปได้ไม่ยากด้วย
ซึ่งมาเลเซียนั้นเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทั้งทางวัฒนธรรม
และสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ
นักท่องเที่ยวทั่วมุมโลกต่างอยากจะไปเยือนมาเลเซีย
ในปัจจุบันมีคนไทยออกไปเที่ยวประเทศมาเลเซียเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
เพราะไม่ไกล เดินทางง่าย และค่าใช้จ่ายไม่เยอะ
นอกจากนี้อากาศที่นั่นก็เย็นสบาย มีธรรมชาติและทะเลที่สวยงาม
แถมยังเงียบสงบ เหมาะแก่การมาพักผ่อนสุดๆ วันนี้เรามี 5
สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในประเทศมาเลเซีย

1.ยอดเขาคินาบาลู (Mount Kinabalu)
สำหรับยอดเขาคินาบาลู มีความสูงถึง 4,095 เมตร
ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติคินาบาลู (Kinabalu National Park)
รัฐซาบาห์ค่ะ และยังเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ของนักปีนเขา
ที่ใครก็อยากจะมาพิชิตยอดให้ได้สักครั้ง โดยมีให้เลือกสองเส้นทางคือ
เส้น Timpohon ที่จะเป็นแนวขึ้นตลอด มีทางราบเป็นช่วงๆ
รวมระยะทาง 6 กิโลเมตร จะปีนง่ายกว่าเส้น Mesilau ค่ะ
ซึ่งเป็นเส้นทางขึ้นๆ ลงๆ และไกลกว่า คือ 8 กิโลเมตร
เป็นแหล่งปืนเขาที่นักปืนต่างจะไปพิชิตสักครั้ง

2.คาเมรอน ไฮแลนด์ (Cameron Highlands)
คาเมรอน ไฮแลนด์ (Cameron Highlands)
ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของมาเลเซีย
เป็นเมืองที่มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี ดินแดนในฝันที่ใครๆ
ต่างอยากจะเข้ามาเยือน เพราะที่นี่เงียบสงบ แถมอากาศก็บริสุทธิ์
เหมาะแก่การมาพักผ่อน หลีกหนีความวุ่นวายในเมืองใหญ่
นอกจากนี้ยังมีฟาร์มสตรอว์เบอร์รี่ ลูกโตให้ชิมด้วย

3.อุทยานแห่งชาติกูนุงมูลู (Gunung Mulu National Park)
อุทยานแห่งชาติกูนุงมูลู (Gunung Mulu National Park)
ตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียว (Borneo) รัฐซาราวัก (Sarawak)
ประเทศมาเลเซีย เป็นอุทยานที่เต็มไปด้วยหน้าผาสูงชัน
มีภูมิประเทศแบบหินปูน พื้นที่สูงๆ ต่ำๆ ไม่สม่ำเสมอ
ถ้ำส่วนใหญ่ของที่นี่จึงมีลักษณะเป็นโพรงยาวในแนวดิ่ง
ผนังถ้ำถูกปกคลุมไปด้วยหินงอกหินย้อยที่งดงามและแปลกตา

4.ตึกแฝดเปโตรนาส (Petronas Twin Towers)
ตึกแฝดเปโตรนาส (Petronas Twin Towers)
เป็นตึกระฟ้าที่มีความสูงถึง 452 เมตร มีทั้งหมด 88 ชั้น
โครงสร้างของตัวตึกถูกออกแบบโดย Cesar Pelli
สถาปนิกชาวอาร์เจนตินา
สร้างขึ้นโดยได้รับแรงบันดาลใจจากวิสัยทัศน์ของ Mahathir bin
Mohamad นายกรัฐมนตรีคนที่ 4
ของมาเลเซียทำให้ตึกแฝดเปโตรนาสที่สร้างออกมามีความทันสมัย
แต่ยังคงสะท้อนถึงมรดกทางวัฒนธรรมของมาเลเซียด้วย

5.สะพานลังกาวีสกาย (Langkawi Sky Bridge)
สะพานลังกาวีสกาย (Langkawi Sky Bridge)
ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวไฮไลท์สำคัญของประเทศมาเลเซีย
ที่มีผู้คนแวะเวียนมาอย่างไม่ขาดสาย สร้างเสร็จเมื่อ ปี ค.ศ. 2005
ตั้งอยู่บนเกาะลังกาวี รัฐเกดะห์ ห่างจากเกาะตะรุเตา จังหวัดสตูลเพียง 4
กิโลเมตรเท่านั้น เรียกได้ว่าใกล้กับดินแดนประเทศไทยมากที่สุด…

ทำความรู้จักกับร้านเจ๊ไฝ ร้านอาหารราคาไม่ธรรมดาที่โด่งดังเป็นอย่างมาก

ทำความรู้จักกับร้านเจ๊ไฝ ร้านอาหารราคาไม่ธรรมดาที่โด่งดังเป็นอย่างมาก

สำหรับนักชิมตัวยงในบ้านเราเชื่อว่าคงไม่มีใครที่ไม่รู้จักร้านเจ๊ไฝ
เพราะนี่คือร้านอาหารสุดโด่งดังที่รับประกันด้วยดาวมิชลิน
ถือเป็นเครื่องการันตีความยอดเยี่ยมได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตามร้านเจ๊ไฝนั้นถือว่าเป็นร้านที่มีราคาอาหารไม่ธรรมดา
เนื่องจากวัตถุดิบของทางร้านได้เน้นเป็นพิเศษว่าต้องใช้เฉพาะของดีเท่านั้น
ทำให้ใครหลายคนอาจจะยังไม่มีโอกาสได้เข้าไปลิ้มลองสักที
ถ้าอย่างนั้นก็ลองมาศึกษาทำความรู้จักกับร้านนี้กันพอหอมปากหอมคอกันดีกว่า
เผื่อว่าในอนาคตจะสนใจไปลองชิม จะได้มีข้อมูลเอาไว้บ้าง

ร้านเจ๊ไฝนั้นเป็นร้านดังที่เลื่องชื่อในย่านประตูผี
เป็นอาคารพาณิชย์ในบริเวณนั้นที่เปิดให้บริการตั้งแต่วันจันทร์ไปจนถึงวันเสาร์
เริ่มขายตั้งแต่ช่วงเวลาบ่ายครึ่งไปจนถึงตีหนึ่งครึ่ง ร้านเจ๊ไฝเปิดให้บริการมานาน
35 ปีแล้ว
สำหรับชื่อร้านนั้นก็มาจากเจ้าของที่ทุกวันนี้ก็ยังรับบทบาทเป็นแม่ครัวใหญ่อย่างไ
ม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย นั่นก็คือเจ๊ไฝนั่นเอง

สำหรับเมนูเด็ดที่ทำให้ร้านแห่งนี้โด่งดังก็คือ ไข่เจียวปู และ ราดหน้าทะเลสด ซึ่ง 2
เมนูนี้มาพร้อมกับราคาที่ค่อนข้างสูง แต่ก็รับประกันถึงคุณภาพและรสชาติ
หากว่าใครมีกำลังทรัพย์เพียงพอที่จะจ่าย
ก็ถือว่าควรอย่างยิ่งที่จะมาลิ้มลองให้ได้สักครั้ง

สำหรับอาหารของร้านเจ๊ไฝนั้นเป็นสูตรที่สืบทอดมาจากรุ่นพ่อเมื่อราวๆ 70 ปีก่อน
โดยทางเจ๊ไฝนั้นก็ได้นำเอาสูตรมาพัฒนาให้มีความอร่อยมากยิ่งขึ้น
โดยการปรุงอาหารของทางร้านนั้นจะใช้เตาถ่านเป็นหลัก
เป็นหนึ่งในเคล็ดลับที่ทำให้รสชาติของทางร้านนั้นเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือ
นใคร

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ร้านเจ๊ไฝโด่งดังเป็นพลุแตกขึ้นมาเมื่อไม่นานนี้ก็คือ มิชลินไกด์
กรุงเทพฯ ซึ่งจะแนะนำร้านอาหารอร่อยๆ ทั่วเมืองกรุง
โดยทางร้านก็ได้รับดาวมิชลิน 1 ดาว เป็นการยืนยันถึงคุณภาพเป็นอย่างดี
เพราะการที่จะได้มานั้นไม่ใช่ง่ายๆ ต้องใช้เกณฑ์พิจารณาหลายอย่างมากๆ
ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพของวัตถุดิบ,
ความชำนาญรวมถึงเทคนิคที่ใช้ในการประกอบอาหาร,
ความนิ่งของรสชาติอาหาร ฯลฯ ซึ่งทุกๆ 5
ปีนั้นจะมีการทบทวนการจัดอันดับซ้ำอีกด้วย

นี่แหละคือร้านเจ๊ไฝที่แสนจะโด่งดัง
ถ้าหากว่าใครมีโอกาสได้ไปเยือนบริเวณประตูผี
หรือว่าเห็นเมนูอาหารแล้วรู้สึกว่าอยากลองก็อย่าได้รอช้า
ถ้าหากคิดว่าเงินในกระเป๋าพร้อมก็ควรที่จะไปลิ้มลองให้ได้สักครั้ง เพราะของดีๆ
แบบนี้ใช่ว่าจะหาได้จากร้านอาหารธรรมดาทั่วไป…

ล่องแก่งแม่น้ำปาย ไปคนเดียวก็เที่ยวได้

ล่องแก่งแม่น้ำปาย ไปคนเดียวก็เที่ยวได้

พูดถึง อำเภอปาย จังหวะแม่ฮ่องสอน
ผู้คนอาจนึกถึงสถานที่แห่งความรักความโรแมนติก
ที่บรรดาหนุ่มสาวมีคู่เดินทางไปเติมน้ำตาลในหัวใจ
แต่ใครเหล่าจะรู้ว่าสถานที่แห่งนี้ก็มีมุมโหดๆ
ให้เดินทางไปสัมผัสนอกจากมุมน่ารักๆ เหมือนกัน
สิ่งที่เรากำลังจะบอกคือ ปาย
เป็นสถานที่ที่มีความหลากหลายทางธรรมชาติมากกว่าการเดินทางไปสัมผัสอากาศบริสุทธิ์
และชมหมอกในฤดูหนาว เนื่องจากในช่วงฟดูฝน ปาย
ก็ยังมีแหล่งท่องเที่ยวอีกมากมายที่รอให้นักเดินทางมาสัมผัส
หนึ่งในนั้นคือ กิจกรรมล่องแก่งแม่น้ำปาย
ที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาสัมผัสความหฤโหดของสายน้ำได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน
ลากยาวไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี
เรียกว่าว่างกันช่วงไหนก็จับรถขึ้นเครื่องมาลุยกันได้เลย
ก่อนอื่นขอเท้าความถึง แม่น้ำปาย
ก่อนว่าเป็นแม่น้ำสายหลักของจังหวัดแม่ฮ่องสอน
มีต้นกำเนิดมาจากทิวเขาถนนธงชัย และทิวเขาแดนลาว
แล้วจึงไหลผ่าน 3 อำเภอ ในจังหวัดเดียว คือ อ.ปาย , อ.ปางมะผ้าและ อ.เมือง
จากนั้น แม่น้ำปาย จะไหลลงสู่แม่น้ำสาละวิน
แต่ละช่วงมีทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงาม โดยการล่องแก่งแม่น้ำปาย
จะมีระยะทางรวมประมาณ 50 กิโลเมตร
ให้คุณได้ท้าทายความแข็งแกร่งของร่างกาย
ส่วนระดับความยากของแก่ง มีตั้งแต่ระดับ 1-4
ช่วงฤดูฝนอาจถึงระดับ 5 ซึ่งมีความยากมากและระดับน้ำรุนแรง
นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสธรรมชาติที่สวยงาม
และความสนุกสนานตลอดสายน้ำ เช่น เล่นน้ำตกซู่ซ่า,
ผจญภัยในถ้ำ, แช่ตัวใบบ่อโคลน หรือ กระโดดหน้าผาสูง
ซึ่งในเส้นทาง 50 กิโลเมตร ที่ว่านี้ หากจัดหนักจัดเต็มกันถึงขีดสุด
นักท่องเที่ยวจะใช้เวลาอยู่กับแม่น้ำปาย นาน 2 วัน 1 คืน
มีการพักค้างแรมในป่า และอยู่ในการดูแลของไกด์
ผู้ซึ่งเชี่ยวชาญกับเส้นทางในพื้นที่
โดยการล่องแก่งแม่น้ำปาย จะแบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ หนึ่ง
ช่วงต้นน้ำปาย ถึงอำเภอปาย เริ่มต้นที่ห้วยช้างเฒ่า
หรือห้วยช้างแก้ว ห่างจากอำเภอปาย
ตามระยะทางรถยนต์ประมาณ 16 กิโลเมตร
ตามทางลำลองที่มุ่งสู่บ้านเวียงเหนือ และบ้านศาลาเมืองน้อย
จากนั้นเริ่มล่องลำน้ำปาย ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง
ถึงสะพานเวียงเหนือ หรือบ้านจอมพล ใกล้ตัวอำเภอปาย
การล่องแพสายนี้ควรใช้เวลาอย่างน้อย 1 วันเต็ม
โดยต้องพักแรมในคืนก่อนการเดินทาง
และหลังจากการล่องแพแล้วอีก 1 คืน
สอง ช่วงจากอำเภอปาย ถึงอำเภอแม่ฮ่องสอน
เริ่มต้นที่บ้านหมอแปง ห่างจากอำเภอปาย ประมาณ 30 กิโลเมตร
ระยะทางการล่องแพทั้งหมดประมาณ 70 กิโลเมตร
และต้องใช้เวลาประมาณ 2 วัน กว่าจะล่องถึงบ้านปางหมู อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน
นอกจากนั้นการล่องแพในจุดนี้ยังต้องใช้แพถึง 2 ชุด
เนื่องจากช่วงกลางของแม่น้ำปาย
มีจุดหนึ่งที่เป็นโตรกธารระดับน้ำต่างกัน คล้ายกับเป็นน้ำตก
ซึ่งไม่สามารถล่องแพผ่านได้ต้องขึ้นฝั่งข้ามเขาไปขึ้นแพชุดใหม่แล้วล่องต่อ ไป
สาม ช่วงอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ถึงเขตชายแดนไทย-พม่า
เริ่มต้นจากบ้านห้วยเดื่อ ตำบลผาบ่อง
ซึ่งห่างจากอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ประมาณ 6 กิโลเมตร
ล่องถึงบ้านน้ำเพียงดิน ซึ่งเป็นเขตต่อแดนระหว่างไทย-พม่า
ปกติแล้วในช่วงนี้นิยมนั่งเรือหางยาวมากกว่าล่องแพ
และจากจุดนี้ผู้ที่นิยมล่องไพรด้วยการนั่งบนหลังช้างก็สามารถทำได้เช่นกัน
การล่องเรือในช่วงนี้เป็นที่นิยมกันมาก
ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศเนื่องจากทิวทัศน์แม่น้ำมีความสวยงาม
และระดับน้ำลดหลั่นกันตลอดทาง แถมใช้เวลาในการไปกลับเพียง 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น…

9 ที่เที่ยวเมืองพัทยาที่ต้องลองไปสักครั้ง 2

9 ที่เที่ยวเมืองพัทยาที่ต้องลองไปสักครั้ง 2

กลับมาอีกครั้งกับการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองพัทยา หลังจากก่อนหน้านี้เราได้แนะนำ 3
สถานที่แรกไปแล้วคราวนี้เรามาติดตามอีก 3 ที่ในตอนที่สองกันบ้าง แต่จะเป็นที่ไหนน่าเที่ยวอย่างไร
และอยู่ตรงไหนกันบ้างติดตามได้ที่นี่
พิพิธภัณฑ์ภาพจิตรกรรม 3 มิติ
เริ่มกันที่แรกกับพิพิธภัณฑ์ภาพจิตรกรรม 3 มิติ ซึ่งถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของเมืองพัทยา
และเหมาะอย่างยิ่งกับคนที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ โดยที่นี่มีพื้นที่กว้างขวางถึง 5800
ตารางเมตรเลยทีเดียว ซึ่งด้านในมีรูปต่างๆมากมายหลายแบบทั้งวิวธรรมชาติ ภาพคน
และอื่นๆอีกมากมายโดยทั้งหมดเป็นรูป 3 มิติทั้งสิ้น ซึ่งด้านในนั้นแบ่งออกเป็นโซนๆ
ส่วนเรื่งค่าเข้าชาวต่างชาติ 400 บาท ผู้ใหญ่ 200 และเด็ก 100 บาทเท่านั้นโดยไม่จำกัดเวลา
หากใครชื่นชอบการถ่ายภาพที่ดูแปลกตา และเต็มไปด้วยความสนุกล่ะก็อย่าพลาดมาที่นี่
ซึ่งที่ดีไปกว่านั้นคือมันตั้งอยู่ใจกลางเมืองพัทยาเลยทีเดียว
สวนน้ำรามายณะ
สวนน้ำแห่งนี้สามารถรองรับความจุมากกว่า 10000 คนต่อวันเลยทีเดียว
และใครที่เคยติดตามข่าวก็จะรู้ว่านี่คือสวนน้ำระดับโลกที่สร้างชื่อมาแล้วในต่างแดนก่อนถูกยกนำมาตั้งไ
ว้ในพัทยานี่เอง โดยลักษณะของสวนน้ำถูกดีไซน์ตามเนื้อเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งแบ่งออกเป็นถึง 7
โซนทำให้ดูสวยงาม
และมีพื้นที่มากมายภายในนอกจากนี้ยังมีเครื่องเล่นชั้นนำที่ได้มาตรฐานเพิ่มความสนุกในสวนน้ำอีกด้วย
และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่พาเที่ยวแบบครอบครัว
สำหรับสวนน้ำแห่งนี้ตั้งอยู่พัทยาใต้ใกล้สวนองุ่นซิลเวอร์เลค
ซึ่งหากเล่นน้ำกันสนุกก็สามารถแวะออกมาดื่มด่ำกับความอร่อยของรสชาติองุ่นได้อีกด้วย
สวนน้ำการ์ตูนเน็ตเวิร์ค
ดูสวนน้ำไปอีกสักที่กับสวนน้ำการ์ตูนเน็ตเวิร์คอาจจะตั้งไกลจากตัวเมืองพัทยาไปสักหน่อยเพราะแทบจะ
อยู่ติดกับบางสเหร่
แต่ก็ถือว่าเป็นสวนน้ำขึ้นชื่อที่ไม่ใช่ได้รับความนิยมแค่คนพัทยาเท่านั้นหากแต่ยังได้รับความนิยมจากผู้ค
นทั่วประเทศที่อยากจะมาลองความสนุกกับสวนน้ำแห่งนี้ เพราะมีเครื่องเล่นมากมาย แต่ที่เป็นไฮไลท์
และคนไม่อยากพลาดคือสวนน้ำการ์ตูนเน็ตเวิร์คมักจัดปาร์ตี้คอนเสิร์ตในสระอยู่เสมอนั่นเอง
ซึ่งในแต่ละเดือนจะมีการประกาศการจดงานล่วงหน้าผ่านทางเพจสวนน้ำ
และมีรายละเอียดศิลปินที่จะขึ้นมาร่วมโชว์ที่หลายวงล้วนเป็นวงอันโด่งดังของไทย
และยิ่งไปกว่านั้นก็มักจะมีการจัดโปรโมชั่นอยู่บ่อยครั้งอีกด้วย…