6 ร้านดังประจำเยาวราชที่สืบทอดตำนานหลายสิบปีตอน 1

6 ร้านดังประจำเยาวราชที่สืบทอดตำนานหลายสิบปีตอน 1

เยาวราชคือหนึ่งในสถานที่ที่ขึ้นชื่อเรื่องร้านอาหารนานาชนิดที่มีเปิดให้บริการทั้งเวลากลางวัน
และกลางคืนถึงขั้นเรียกได้ว่ามีให้อิ่มท้องกันตลอด 24 ชั่วโมงเลยทีเดียว
โดยที่นี่มีทั้งสตรีทฟู้ดส์ทั้งแบบภัตตาคารหรูรวมไปถึงร้านอาหารที่สืบทอดติดต่อกันมานานหลายสิบปีคอย
ให้บริการนักท่องเที่ยวอยู่ตลอดเวลา วันนี้เราจะพาไปดู 3
ร้านดังเยาวราชในนอนแรกกันว่าร้านไหนที่น่าไปลองลิ้มชิมรสกันบ้าง

ลิ้มเหล่าโหงว สาขาเยาวราช
เริ่มกันที่ร้านแรกกับลิ้มเหล่าโหงว สาขาเยาวราชที่ถือเป็นเจ้าดังประจำย่ายนี้
แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นลิ้มเหล่าโหงว สาขาเยาวราชถือเป็นร้านระดับตำนานเพราะมีอายุถึง 90
ปีเลยทีเดียว และปัจจุบันยังคงวืบวานความอร่อยต่อมาจนถึงเวลานี้อีกทั้งยังได้รับรางวัลมิชลิน
สตาร์อีกต่างหาก ซึ่งรับรองประกันความอร่อยได้เป็นอย่างดีทีเดียวจุดเด่นของร้านลิ้มเหล่าโหงว
สาขาเยาวราชอยู่ที่บะหมี่แบบจีนดั้งเดิมที่มีเคล็ดลับการปรุกแบบสูตรลับเฉพาะของทางร้านที่สืบทอดกันมาเป็นสิบๆปี
ทำให้มีรสชาติที่ไม่เหมือนใครรวมถึงลูกชิ้นปลาที่นุ่มไม่เหม็นคาวหากใครจะมาร้านนี้ก็ต้องใช้
ความอดทนหน่อยเพราะลูกค้าแน่นร้านตลอดเวลาจริงๆ

เล่าลี่หูฉลาม
หากพูดถึงเยาวราชก็ต้องนึกถึงเมนูหูฉลาม
ซึ่งเยาวราชแทบจะเป็นศูนย์รวมร้านขายหูฉลามรสเลิศรวมไว้ในที่เดียวกันมากที่สุดในประเทศไทยเลยที
เดียวสำหรับเล่าลี่หูฉลามเปิดมานานกว่า 60 ปีเข้าไปแล้ว และยังคงให้บริการลูกค้าทั้งขาประจำและขาจรมาจนถึงปัจจุบัน
โดยเคล็ดลับของที่นี่คือสูตรการปรุงแบบลับเฉพาะที่ไม่เคยบอกใครแต่มัดใจลูกค้าได้อยู่หมัด
ส่วนเมนูที่เมื่อม่เยือนแล้วต้องไม่พลาดได้แก่หูฉลามเนื้อปูน้ำแดงที่รับรองว่าหากได้ชิมสักคำจะต้องติดใจ
อย่างแน่นอน ส่วนราคาก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่แพงมากจนเกินไป
โดยอยู่ที่สองพันบาทเท่านั้นแถมทางร้านยังมีอีกหลายเมนูให้ได้เลือกทานกันอีกด้วย

เล่าตั้ง ห่านพะโล้
ต่อกันที่อีกร้านกับเล่าตั้ง ห่านพะโล้ชื่อก็บอกแล้วว่าเมนูแนะนำจะต้องเป็นห่านพะโล้อย่างแน่นอน
โดยร้านแห่งนี้ตั้งมานานกว่า 40 ปี
พร้อมสืบทอดกิจการเคียงคู่ย่านเยาวราชมานมนานแถมยังมีลูกค้าจำนวนมากต่างติดใจในรสชาติ
และแวะเวียนมาอุดหนุนอยู่เสมออย่างไม่ขาดสาย
โดยเนื้อห่านของร้านนี้มีความนุ่มตัวโตเนื้อเยอะแถมรสชาติยังกลมกล่องน้ำพะโล้จัดว่ารสเด็ดกินกับน้ำจิ้ม
ของทางร้านยิ่งอร่อยเหาะใครมาเยาวราชต้องอย่าพลาดร้านนี้…

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : ต้มกะทิสายบัวปลาทู

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : ต้มกะทิสายบัวปลาทู

ต้มกะทิสายบัว เป็นเมนูอาหารไทยโบราณที่ทำได้ไม่ยากและเป็นอาหารพื้นบ้านที่เด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยรู้จัก
โดยมีวัตถุดิบหลักเป็น สายบัว กะทิ และ ปลาทูซึ่งหาได้ง่ายบนแผ่นดินสยาม ปรุงให้มีรสชาติกลมกล่อม เปรี้ยว
เค็ม หวานนิดๆ อร่อยเด็ดไปยันเจ็ดย่านน้ำอย่างไรก็ตาม ต้มกะทิสายบัวปลาทู
ดูเหมือนจะเป็นเมนูอาหารไทยโบราณที่หาทานได้ยากขึ้นทุกทีทั้งที่วัตถุดิบหลักอย่าง สายบัว กะทิ และ ปลาทู
ก็ยังคงมีมากมายในบ้านเราแต่ที่ขาดหายไปดูเหมือนจะเป็นแม่ครัวที่ปรุงอาหารชนิดนี้ได้
ว่าแล้วบทความนี้เราจะนำทุกท่านไปเรียนรู้วิธีการปรุงอารหารไทยโบราณที่มากด้วยคุณค่าและสรรพคุณทางยาอย่าง
ต้มกะทิสายบัวปลาทู รับรองไม่ยากอย่างที่คิดและไม่จำเป็นต้องง้อร้านอาหารชื่อดังแต่อย่างใด
เริ่มจากการเตรียมวัตถุดิบ หากทาน 4 ท่าน ก็ใช้ ปลาทูทอด2-3 ตัว, สายบัว 400 กรัม, หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง, น้ำเปล่า 1
ถ้วยตวง, หอมแดง 6-7 หัว, น้ำขามเปียก 1/4 ถ้วยตวง, น้ำตาลปี๊บ1 ช้อนโต๊ะ, เกลือ 1 ช้อนชา, พริกไทยขาว 20-25 เม็ด และ กะปิ 1ช้อนโต๊ะ
วิธีการปรุงเมนูอาหารไทยโบราณ ต้มกะทิสายบัวปลาทูเริ่มจากแกะเนื้อปลาทูเอาก้างออกให้หมด และนำ สายบัว
ลอกเปลือกออก แล้วหักเป็นท่อนๆ ล้างน้ำให้สะอาดพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ รอนำมาปรุงในขั้นตอนต่อไป
จากนั้นหันมาจับครกหยิบสาก ง้างมือโขลก พริกไทยขาว,หอมแดง และ กะปิ พอหยาบๆ แล้วนำเครื่องที่โขลกไปละลายกับกะทิ ตั้งไฟพอให้เดือด
โดยในระหว่างที่ตั้งไฟก็คอยหันกลับมาคนกะทิบ่อยๆน้ำกะทิจะได้ไม่แตกมันเมื่อกะทิร้อนได้ทีก็ทยอยลงผักเคียงต่างๆ นาๆ
รวมถึงเติมน้ำเปล่า และปรุงรสด้วยเกลือป่น, น้ำมะขามเปียก และน้ำตาลปี๊บ เอาให้ได้รสเปรี้ยว เค็ม หวานหน่อยๆ
แล้วปล่อยให้เดือดเพื่อจัดการขั้นตอนสุดท้ายนั่นก็คือการนำ สายบัว ใส่ลงไปในหม้อกะทิ รอสักพักให้
สายบัว ยุบตัวลงในน้ำกะทิ จึงใส่ เนื้อปลาทู ที่แกะไว้ตามลงไปคนเบาๆ ให้เข้ากัน เพื่อไม่ให้เนื้อปลาเละ จากนั้นปิดไฟ
ตักเสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆ รับรองอร่อยเหาะ
โดยปัจจุบัน ต้มกะทิสายบัวปลาทูยังสามารถหารับประทานได้ตามร้านอาหารทั่วไปในประเทศไทย
เพียงแต่อาจต้องเลือกพื้นที่อยู่บ้าง อาทิเช่น ร้านห่อหมกพ่อบัวใกล้กับไปรษณีย์บางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี
หรือ ร้านปิ่นโต หน้าทางเข้าวัดอัมพวัน ป่าโมก จังหวัดอ่างทอง หรือ ร้านตู้กับข้าว ร้านดังที่ภูเก็ต
แล้วแต่ความสะดวกของคุณแต่ความจริงแล้วแค่บึ่งรถไปตลาดก็ได้วัตถุดิบครบครันกลับมาทำกินได้ง่ายๆ ที่บ้าน ใช้เวลาไม่เกิน 20 นาที…

ร้านอาหารอิตาเลียน ย่านสุขุมวิท

Appia อาหารอิตาเลียน – สุขุมวิท 31
Appiaอยู่ในซอย สุขุมวิท 31 ซอยที่ร้านอาหารเยอะ ตัวร้านเป็นห้องแนวยาวขนานกับถนน บรรยากาศสบายๆ
ด้านขวาสุดเป็นบาร์และครัว ร้านนี้แนะนำว่าควรจอง เพราะหากเขาไปโดยไม่จอง
อาจพลาดโอกาสสูงในการทานโดยเมนูอาหารของที่นี่จะมี 3 แผ่น คือ Classic,
เมนูพิเศษประจำวันและเมนูประจำฤดูกาล โดยจะมี สามหมวดคือ เรียกน้ำย่อย จานรอง และก็จานหลัก
โดยอาหารขึ้นชื่อของร้านนี้คือ ตับไก่ เมนูขึ้นชื่อของร้าน ขนมปังหนึบ ขอบกรอบ ตัวตับเนียน เค็มมัน
นอกจากนี้ยังมี ซี่โครงแกะ เนื้อนุ่ม หอมโรสแมรี่ เค็มกำลังดี ตบท้ายด้วย Pannacotta ครีมสด
ด้านบนราดด้วยเสาวรสเสิร์ฟมาพร้อมเค้กอัลมอนด์ ตัวเค้กรสหวานเนื้อเนียน ส่วนพานาคอตต้าเนื้อเนียน
เสาวรสเปรี้ยวหวาน อร่อย กำลังดี

BELLA ROCCA
เบลลา ร็อคค่า ที่ตั้งอยู่บนชั้น 9 ของศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ ที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุง ด้วยบรรยากาศที่ดูเรียบหรู
อบอุ่น แถมมีโซนอินดอร์ที่คุณสามารถเห็นวิวได้แบบพาโนรามา เพียงกระจกใสกั้น
หรือจะนั่งโซนเอาท์ดอร์ไว้รับลมเย็นๆ มองดูแสงไฟจากยอดตึกก็ดีอีกแบบ ที่นี่เสิร์ฟอาหารอิตาเลียนขนานแท้
พร้อมอาหารฝรั่งเศสเพื่อความหลากหลาย

BECCOFINO
มาต่อกันที่ร้านเบคโคฟีโน่ ทีนี่เหมาะกับผู้ที่ต้องการชิมอาหารแบบอิตาเลียนแท้ๆ
ด้วยบรรยากาศที่ตกแต่งแบบอิตาเลียนสไตล์เหมือนเข้าไปอยู่ในคาเฟ่ร้านอาหาร แห่งหนึ่งในเมืองมิลาน
ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารอิตาเลียนแบบต้นตำรับ วัตุถิบที่ดีและหลากหลาย
ราคาสมเหตุสมผลพร้อมการบริการที่ดีเยี่ยมจึงต้องมาเช็คอินร้านนี้

Sensi Restaurant
ร้านนี้อยู่ในซอย นราธิวาส 17 บรรยากาศการตกแต่งสวยงาม โดยที่เด็ดคือทางร้านจะมี Welcome drink เป็น
sparkling wine ให้คนละแก้ว หากไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ก็จะได้เป็นน้ำเสาวรสแทน เมนูเด็ดของที่นี่ “Seared
diving scallop” หอยปรุงมาได้สุกกำลังดีรสหวานหอม ทีเด็ดคือ truffle powder ออกหวานเค็มอ่อนๆ
และหอมทรัฟเฟิลอย่างมาก

Basilico Pizzeria
ร้านนี้เด่นที่รสพิซซ่ารสชาติตำรับแบบแท้ๆ มีเมนูพิซซ่าหลากหลายแบบให้เลือกทานกันอย่างจุใจ
อาหารอิตาลีแบบสไตล์โฮมเมดให้เลือกทาน เหมาะกับการไปรับประทานกันแบบครอบครัวหรือแก๊งเพื่อนแบบสุดๆ
ด้วยการตกแต่งที่ดูอบอุ่น พนักงานเป็นมิตร บริการประทับใจ เหมาะกับการไปเช็คอินแบบสุดๆ

Lenzi Tuscan Kitchen
ร้านอยู่ในซอยร่วมฤดี 2 ทางร้านมี valet parking ให้ บรรยากาศดีเหมือนได้อยู่อิตาลี ส่วนอาหารจานเด็ดคือ
“Cold cuts” หรือเมนู “Fresh buffalo mozzarella cheese” ก็อร่อยมาก ด้านในนุ่มเป็นครีมเลย เปิด
จันทร์ – เสาร์ : 12:00 – 15:00 18:00 – 23:59, อาทิตย์ : 18:00 – 23:59

3 คาเฟ่เดินทางสะดวกไว้นั่งทำงานชิลๆ

3 คาเฟ่เดินทางสะดวกไว้นั่งทำงานชิลๆ

ในยุคปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูงทำให้หลายคนต้องอยู่ติดกับคอมเพื่อทำงานอยู่ตลอดเวลาไม่เว้นแม้กระทั่งวันหยุด
แต่ก็คงเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหากการทำงานต้องนั่งทำอยู่ออฟฟิศหรือที่บ้าน
ซึ่งไม่ได้เปลี่ยนบรรยากาศไปจากเดิมแม้แต่น้อยแถมยังไม่ช่วยให้เกิดอารมณ์อยากทำงานเลยด้วย
นั่นทำให้บางคนเลือกที่จะยกคอมไปนั่งตามคาเฟ่ต่างๆที่เปิดให้บริการจิบกาแฟไปทำงานไปชิลๆ
เราจึงอยากจะขอแนะนำ 3 คาเฟ่ที่น่านั่งทำงานไปพร้อมๆกับทานกาแฟเปลี่ยนบรรยากาศมาแนะนำกัน

JOINT Cafe & Workspace
เริ่มกันที่ JOINT Cafe & Workspace
ชื่อก็บ่งบอกว่าเป็นคาเฟ่สำหรับรองรับคนที่ต้องการมานั่งทำงานโดยแท้จริง
การตกแต่งเรียกว่าโดดเด่นเกินใครที่มีสไตล์เป็นของตัวเองมาในแบบมินิมอลให้กลิ่นอายความเป็นยุโรป
แถมการจัดระเบียบที่นั่งภายในก็ดูไม่อึดอัดเรียกว่าจัดโซนที่นั่งได้ดีอย่างมากนอกจากนี้ยังมีห้องต่างๆเปิด
ให้บริการเพื่อรองรับสำหรับกลุ่มคนที่อยากมานั่งสัมนาหรือประชุมต่างๆให้ได้บริการกันหรือใครที่จะมา
นั่งติวหนังสือที่นี่เขาก็มีโซนที่นั่งชิลๆจัดไว้ให้บริการกันเต็มรูปแบบแถมอาหารก็รสชาติเยี่ยมมีหลากหลายเมนูให้เลือกทาน
การเดินทางก็มาไม่ยากเพียงแค่นั่งรถไฟฟ้าบีทีเอสมาลงที่สถานนีราชเทวีก็ถึงที่หมายที่สำคัญราคาเครื่อง
ดื่มก็ไม่แพงเริ่มต้นที่ 40 บาทเท่านั้นเอง โดยร้านเปิดบริการ 9.00 ไปจนถึง 22.00 น.

COLAB on Convent
ต่อมาคือ COLAB on Conventซึ่งตั้งอยู่เขตสีลมที่เปิดให้บริการตั้งแต่เช้าตรู่ 7.00 ไปจนถึง 16.00 น.
โดยมีพื้นที่เปิดให้บริการกว้างขวางไม่อึดอัดนอกจากนี้ยังมีล็อกเกอร์สำหรับให้ลูกค้าได้
เก็บของที่สำคัญเอาไว้กันโดนขโมยรวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆไม่ว่าจะเป็นเครื่องถ่ายเอกสาร
อุปกรณ์อื่นๆที่จำเป็นในสำนักงานหรือเครื่องปริ้นส์ก็มีคอยให้บริการเรียกได้ว่าครบจบในที่เดียวไม่ต้องเดินไปหาร้านถ่ายเอกสารที่ไหนหากมีงานด่วน
และถ้าหากทำงานเพลินๆเกิดอาการหิวขึ้นมาที่นี่เขาก็มีทั้วเครื่องดื่มอาหารคาวหวานหลายเมนูให้บริการ
ไม่ว่าจะเป็นขนนปังเบเกอรี่ สลัด กาแฟ เครื่องดื่มต่างๆ แถมราคาก็ไม่แพงอีกด้วยสำหรับ COLAB on
Convent ตั้งอยู่ในซอยคอนแวนต์เพียงเดินเข้ามาไม่กี่เมตรก็จะเจอสถานที่ตั้งร้านได้ง่ายๆ

Sit In Inspired Work Space
ลำดับสุดท้ายเป็น Sit In Inspired Work Space
ที่ตั้งอยู่สยามชั้นสองของโรงหนังลิโด้แน่นอนว่าการเดินทางนั้นง่ายมากๆเพียงนั่งบีทีเอสมาลงสถานนีสยามเดินลงมาฝั่งลิโด้ก็ถึงที่หมาย
โดยที่นี่รองรับได้ทั้งคนที่ต้องการหาสถานที่นั่งสัมนา ประชุมงาน
หรือติวหนังสือรวมไปถึงนั่งทำงาน เพราะมีพื้นที่รองรับกว้างขวางไม่แพ้กัน
แต่จะถูกคิดเป็นห้องๆแล้วแต่ราคาที่ต่างกันไปแต่ละห้องที่เปิดให้บริการ โดยชั่วโมงแรกเริ่มที่ราคา 119บาท แต่ชั่วโมงถัดไปคิดเพียงแค่ 40 บาทเท่านั้น
ซึ่งภายในห้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันแถมด้านนอกยังมีบริการเครื่องดื่มอาหารทานเล่นเปิดให้
ได้เลือกของกินอิ่มท้องในที่เดียว…

เปิดตำนาน 3 ร้านดังแห่งวังหลังที่ต้องลองสักครั้งในชีวิต

เปิดตำนาน 3 ร้านดังแห่งวังหลังที่ต้องลองสักครั้งในชีวิต

ท่าน้ำนนท์นอกจากจะเป็นแหล่งที่ยังไว้ซึ่งวัฒนธรรมวิถีชีวิตของคนเก่าคนแก่แล้วยังเต็มไปด้วยร้านอาหารมากมาย
ซึ่งบางร้านเปิดเป็นตำนานอยู่คู่ท่าน้ำนนท์มาเป็นสิบๆปีเลยทีเดียว และนี่คือ 3
ร้านดังที่ต้องไปลองสักครั้งหากไปเยือนวังหลัง
อรทัยซูซิวังหลัง
น้อยคนที่รู้จังวังหลังคงไม่มีใครที่ไม่รู้จักร้านนี้ เพราะถือได้ว่าเป็นร้านที่โด่งดังที่สุดในย่านนี้แล้วสำหรับ
อรทัยซูซิวังหลัง เพราะรสชาตินั้นอร่อยสุดๆให้ความเป็นญี่ปุ่น
แต่ราคาคนไทยที่ต้องบอกว่าเป็นมิตรกับกระเป๋าเงินผู้นิยมซูชิอย่างเราๆ
โดยมีให้เลือกหลายหน้าเด็ดสุดต้องลองซูชิหน้าปลาแซลมอนที่ใช้เนื้อปลาชั้นดีนำมาปั้นให้ความสดใหม่
แถมข้าวยังให้ความอร่อยไม่เปรี้ยวจนเกินไปนอกจากเมนูซูชิแล้วอาหารอื่นๆก็รสชาติอร่อยไม่แพ้กันไม่ว่าจะเป็นสลัดกุ้ง สลัดทูน่า ทาโกะ ยำสาหร่าย เทมปุระ
ก็ล้วนแต่รสชาติเยี่ยมทั้งนั้นยิ่งไปกว่านั้นซูชิที่มีให้เลือกละลานตาราคานั้นเริ่มต้นที่ 5 บาทไปจนถึง 7บาทเท่านั้นเอง
หมูทอดชาววัง ศิริราชวังหลัง
ใครอยากได้ฟิลแบบเดินไปกินไปก็ต้องร้านนี้เลย หมูทอดชาววัง ศิริราชวังหลัง
ที่มีหมูทอดรสเด็ดรอให้คุณได้มาลิ้มลองสำหรับหมูทอดที่นี่ถือเป็นสูตรลับเฉพาะดั้งเดิมแบบชาววัง
และถือเป็นจุดกำเนิดแรกของหมูทอดชาววังกันเลยทีเดียว
โดยเมนูที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือหมูหมักที่มีรสชาติหอมอร่อยกำลังดีไม่มันเกินไป
และไม่เหนียวเนื้อนุ่มอร่อยน่ารับประทานจึงไม่แปลกที่เมื่อใครไปเยือนวังหลังก็มักจะแวะซื้อหมูทอดเจ้านี้
กันเป็นแถวยิ่งกินคู่กับข้าวเหนียวที่เพิ่งหุงมาอย่างดีก็ยิ่งเพิ่มความอร่อยเข้าไปอีกขั้น
โดยที่นี่เขาขายแค่ขีดละ 40 บาทเท่านั้นเอง ส่วนข้าวเหนียวก็ขายห่อละ 5 บาทเท่านั้น
ส้มตำอรพิน
อีกหนึ่งร้านที่เปิดคู่วังหลังมาอย่างยาวนานจนกลายเป็นตำนานความอร่อยอย่างร้านส้มตำอรพิน
หากใครเคยเห็นร้านนี้ก็คงหายสงสัยเรื่องความอร่อยอย่างแน่นอนเพราะคนมักจะเต็มโต๊ะทุกครั้ง
ด้วยความอร่อยที่ไม่เหมือนใครทำให้ทีผู้คนมักนิยมแวะมารับประทานอย่างไม่ขาดสายกันเลยทีเดียว
ซึ่งรสชาตินั้นก็ต้องบอกว่าเด็ดเข้าถึงความแซ่บเต็มที่มีความเปรี้ยวโดนใจไม่เค็มเกินไปเรื่องความเผ็ดไม่ต้องห่วง
เพราะมาแบบจัดหนักจัดเต็มความอร่อยเข้าถึงแก่นแท้ของส้มตำอย่างแท้จริง
ส่วนทะละกอก็ถูกหั่นมาพอดีคำยิ่งไปกว่านั้นเมนูคลาสิคของส้มตำอย่างตำปูไข่เค็ม ตำถาด
ก็ล้วนแล้วแต่ยอดเยี่ยมทั้งสิ้นนอกจากนี้ยังมีเมนูอื่นๆให้เลือกมากมายทั้ง ลาบ น้ำตก คอหมูย่าว
ต้มแซ่บที่ล้วนแล้วแต่รับประกันความอร่อยอย่างแน่นอนที่สำคัญราคาไมแพงอย่างที่คิดโดยเมนูต่ำสุดเริ่มที่ 30 บาทเท่านั้น…

หรูหราไปกับความเรียบง่าย ที่ร้าน LIVV bakery Cafe

หรูหราไปกับความเรียบง่าย ที่ร้าน LIVV bakery Cafe

ใครที่กำลังมองหารร้านอาหารที่หรูหราและเรียบง่าย ในพัทยาแต่ไม่เจอสักที แนะนำให้มาที่นี่ ที่ ร้าน LIVV bakery Cafe
ด้วยรสชาติอาหารสไตล์ยุโรป จะตอบโจทย์คุณทุกคำถาม
ร้าน LIVV bakery Cafe ตั้งอยู่ที่ พัทยาใต้ ซอยเขาตาโล ตรงข้ามกับซอยเขาตาโล 14 ร้านหาค่อนข้างง่าย
แนะนำถ้าใครหาไม่เจอให้มองหาป้ายมองข้างทางซึ่งเป็นที่จอดรถของทางร้านนั้นเอง
LIVV bakery Cafe คือการตกแต่งเรียบง่ายผสมกับกับความหรู้หราเบาๆ ในสไตล์ Vintage Luxury
ด้วยแสงสว่างๆจากโครมไฟทำให้รู้สึกหรูหรา
ประกอบกับอาหารที่อร่อยและคุณภาพที่เต็มเปี่ยมไม่ต้องกลัวว่ามาที่นี้จะผิดหวังอย่างแน่นอน
โดยเมนูคล่าวๆของทางร้านก็จะมี แซนด์วิช วาฟเฟิล หรือ ออมเล็ต แสนอร่อย ที่ทานพร้อมกับกาแฟสุดหอม
และทีเด็ดของร้านก็จะอยุ่ที่เมนูนี้เลย
เมนู CHEF’S RECCOMMENDATIONS (ราคา 595 บาท) เป็นเมนู Starters เลิศหรูอย่างเรียบง่าย
ซึ่งประกอบไปด้วยหอยนางรมจากฝรั่งเศสที่ที่นิยมในตอนนี้ ด้วยขนาดที่พอดีคำ
และรสชาติที่หวานไปในตัวแบบไม่ได้ปรุงแต่งใดๆเป็น Starters ที่เหมาะอย่างยิ่งกับการทานคู่กับ ไวน์ขาว
ซึ่งจะทำให้เมนูนี้อัพเลเวลขึ้นมาอีกระดับ
และยังมีเมนูแนะนำอีกมากมายดังนี้
1.BEEF CARPACCIO (ราคา 300 บาท)
2.BLACKENED TUNA STEAK WITH MANGO SALSA (ราคา 560 บาท)
2.CHICKEN SATE SKEWER (ราคา 500)
3.BLACK ANGUS TENDERLOIN (ราคา 899 บาท)
4.DUO GELATO (ราคา 220 บาท)
5.RAINBOW CAKE (ราคา 120 บาท)
และเมนู คาปูชิโน่ร้อนๆ ส่วนทีเด็ดก็หน้าจะอยุ่ที่ความนุ่มนวลของฟองนมที่หอม อบอวนเข็มขน น่าลิ้มลองสุดๆ
โดยทั้งหมดนี้ไม่ต้องบินตรงไปกินถึงต่างประเทศแค่มาที่นี่ที่ ร้าน LIVV bakery Cafe ที่พัทยาใต้ ที่เดียวเท่านั้น…