เยือนถิ่นเมอร์ไลออนส์ : เที่ยวสิงคโปร์ไม่แพงอย่างที่คิด

เยือนถิ่นเมอร์ไลออนส์ : เที่ยวสิงคโปร์ไม่แพงอย่างที่คิด

หากกล่าวถึงประเทศในอาเซียนด้วยกันที่น่าท่องเที่ยว
และมีคนไทยนิยมไปบ่อยๆก็ต้องยกให้สิงคโปร์เป็นหนึ่งในชาติยอดนิยม
เพราะบ้านเมืองนั้นมีความสวยงามเป็นระเบียบ และสะอาดแถมยังมีที่ให้ท่องเที่ยวมากมายหลายแห่ง
และเหมาะทั้งการเที่ยวแบบทัวร์รวมถึงการแบกเป้ไปเที่ยวเองด้วย
โดยเฉพาะอย่างหลังที่ผู้คนนิยมท่องเที่ยวสไตล์นี้กันเสียมากกว่าเพราะได้สนุกเต็มที่ไม่ต้องจำกัดเวลาแถมยังมีอิสระสามารถที่จะไปได้ทุกที่ที่อยากไป แต่ต้องใช้เงินเท่าไหร่กันล่ะ
เราจึงขอนำข้อมูลในเรื่องนี้มาให้ได้ชมกันส่วนใหญ่คนที่จะเดินทางไปเที่ยวสิงคโปร์มักจะไปเป็นเวลา 3-5 วัน
โดยการไปนั้นเราจะต้องแบ่งค่าใชจ่ายดังนี้คือค่าที่พักค่ากินค่าที่อยู่ค่าท่องเที่นวตามสถานที่ต่างๆรวมถึงค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดอื่นๆ
เริ่มกันที่ค่าเดินทางเป็นอย่างแรกนี่คือหนึ่งในค่าใช้จ่ายที่เราจพต้องเสียเยอะอย่างแน่นอน
แต่ก็จะมีหลายราคาให้เลือกตามแต่สายการบินนั้นๆ และระดับที่นั่ง ถ้าเลือกแบบโลฟ์คอร์สจะอยู่ที่ 3000-7000 บาทสำหรับสายการบินธรรมดาจะอยู่จำนวนดังกล่าวไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้
ส่วนถ้าเป็นการบินไทยราคาจะอัพเกรดขึ้นมาอยูที่ 7000 ขึ้นไป
ซึ่งจะมีเรื่องของการบริการที่จะอำนวยความสะดวก และหรูหรามากขึ้นนั่นเอง
ส่วนใครที่ต้องการเที่ยวแบบประหยัด แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ชื่นชอบอยู่แล้วที่จะจ่ายน้อยลง
โดยตั๋วแบบโลฟ์คอร์สจะต้องจองก่อนล่วงหน้าข้ามปีเราจะได้ราคาที่ถูกลงเป็นเท่าตัวเลยทีเดียวโดยเฉพาะ
ตอนที่มีโปรโมชั่นนั้นราคายิ่งคุ้มค่า แต่ก็ต้องจอง และเดินทางตามที่สายการบินกำหนดเท่านั้น
ต่อมาคือค่าที่พัก โรงแรมทั่วไปมีตั้งแต่ 3-5 ดาว
ราคาก็หลักพันบาทไทยถือว่าไม่แพงมากนักที่สำคัญบางที่อยู่ใกล้สนามบินเพียงไม่กี่กิโลเมตรแถมราคายัง
ถูกอีกด้วยก็แล้วแต่ว่าใครจะชื่นชอบแบบไหน และราคาใดแพงหน่อยก็จะหรูหราทั้งบริการ
และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆหรือใครชอบลุยๆที่นี่ก็มีโฮสเทลเปิดให้บริการ
ซี่งจะมีโฮสหลายระดับทั้งแบบธรรมดาจนถึงโฮสเทลที่หรูมากขึ้นที่จะมีความเป็นส่วนตัวมากกว่าโฮสเทลทั่วๆไปนั่นเอง
ลำดับต่อมาคือค่ากินแน่นอนว่าการไปเที่ยวแต่ละที่สิ่งที่นักท่องเที่ยวชอบที่สุดไม่ได้อยู่ที่เรื่องช็อปเรื่องเดียว
แต่เรื่องกินนี่ก็สำคัญเพราะแต่ละที่มีอาหารน่ากินแตกต่างกันไปบางที่เป็นอาหารที่มาแล้วต้องจัดให้ได้ไม่
อย่างนั้นถือว่าไปไม่ถึง โดยเฉพาะสิงคโปร์ที่ดังเรื่องข้าวมันไก่ และหมูรมควันที่ต้องไม่พลาด
ซึ่งราคารก็ไม่แพงมากนักจาน 120 บาทขึ้นไป
ส่วนพวกขนมขบเคี้ยวราคาก็ไม่ต่างจากบ้านเราสักเท่าไหร่เรียกได้ว่ารวมๆแล้วอยู่ในระดับที่สามารถจับจ่ายซื้อได้แบบสบายๆไม่ต้องคิดหนัก…

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : ไข่พะโล้

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : ไข่พะโล้

ไข่พะโล้ เป็นหนึ่งในเมนูที่ได้รับความนิยมจากคนไทยและสามารถหาทานได้ตามท้องตลาดในปัจจุบัน
เพียงแต่ว่ากรรมวิธีการปรุงนั้นแตกต่างจากสูตรโบราณแท้ๆเนื่องจากผู้คนหันมาใช้ผงพะโล้และซีอิ่วในการปรุงอาหารชนิดนี้
ซึ่งจุดเด่นที่ทำให้ ไข่พะโล้ เป็นที่นิยมในหมู่ชาวไทยนอกจากสามารถกินได้ทุกเพศทุกวัยไม่เกี่ยงชั้นวรรณะแล้ว
คงนี้ไม่พ้นเป็นอาหารที่สามารถเก็บไว้ได้นาน แถมยิ่งเก็บน้ำน้ำพะโล้ยิ่งเข้าเนื้อ ทานเมื่อไรก็อร่อยเมื่อนั้น
ส่วนวัตถุดิบในการปรุง ไข่พะโล้โบราณ ไล่ตั้งแต่ ไข่ไก่ 6ฟอง, เต้าหู้แข็งหั่นสามเหลี่ยม 8 ชิ้น, หมูสามชั้น 300 กรัม,
รากผักชี 3 ราก, กระเทียมไทย 5 กลีบ, พริกไทย 1/2 ช้อนโต๊ะ,น้ำตาลปี๊บ 1/4 ถ้วยตวง, เกลือ 1/2 ช้อนชา, น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ,
อบเชย 3 ก้าน, โป๊ยกั๊ก 5 ดอก, ผักชี และ น้ำเปล่า 3 ถ้วยตวงมองดูเหมือนเยอะใช่ไหม?
แต่หากดูวิธีทำแล้วจะบอกว่าง่ายมาก เริ่มจาก ต้มไข่ซึ่งไข่ควรเป็นอุณหภูมิห้อง
ถ้าแช่ตู้เย็นให้นำออกมาทิ้งไว้สักระยะก่อนต้ม ใส่เกลือเล็กน้อยต้มด้วยไฟแรงประมาณ 10 นาที จากนั้นยกลงจากเตา
นำไข่ไปแช่น้ำเย็นแล้วปอกเปลือกจากนั้นหันไปทำเครื่องพะโล้ เริ่มจากนำ รากผักชี,
รากและกระเทียม รวมถึง พริกไทย ลงไปโขลกให้ละเอียดย้ำว่าต้องละเอียด เพื่อไม่ให้เป็นเศษลอยอยู่ในหม้อพะโล้ภายหลัง
ซึ่งเมื่อละเอียดแล้วให้นำไปผัดน้ำมันด้วยไฟปานกลางจนหอมเติมน้ำตาลปี้บลงไปเคี่ยวด้วยไฟปานกลาง เมื่อได้สีน้ำตาลเข้มจัด
นำหมูสามชั้นลงไปผัดพอตึงๆเมื่อหมูสามชั้นเริ่มตึงแล้ว ให้ใส่น้ำและไข่ลงไป ตามด้วยก้านอบเชย และ ดอกโป๊ยกั๊ก ค่อยๆ ปรุงรสด้วยเกลือ
อย่าให้เค็มมากไป เมื่อน้ำเดือดลดไฟลงเป็นไฟอ่อนเคี่ยวต่ออย่างน้อย 45 นาที จนหมูนุ่มโดยระหว่างนี้ให้คอยช้อนฟองออกด้วย
เป็นอันเสร็จสิ้นเมนูไข่พะโล้โบราณที่ไม่ต้องง้อผงพะโล้และซีอิ๋วแถมรสชาติจัดจ้านและสีสันสวยงามกว่าเยอะ
ก่อนนำไปเสิร์ฟให้แต่งหน้าด้วยผักชีเล็กน้อยทานคู่กับข้าวสวยร้อนๆ รับรองอร่อยไม่รู้ลืมอย่างไรก็ตาม
หากต้องการได้สูตรที่กลมกล่อมและรสชาติถูกปากแนะนำให้ลืมการตวงตามที่บอกข้างต้นแต่ให้ใช้การกะปริมาณเอา
เพราะคนไทยแต่โบราณทำอาหารโดยใช้การกะปริมาณไม่ได้มีถ้วยตวงเหมือนปัจจุบัน รสชาติถูกปากถือเป็นใช้ได้
ส่วนตอนเคี่ยวน้ำตาล ควรเคี่ยวให้ได้สีเข้มที่สุดเพราะถ้าน้ำตาลสีอ่อนเกินไป น้ำพะโล้สีจะซีด
ซึ่งแม้จะแก้ได้ด้วยการเติมซีอิ๋วดำแต่รสชาติไม่ดีเท่าน้ำตาลที่เคี่ยว อีกทั้งสีสันของไข่พะโล้โบราณก็ยังไม่โดดเด่นเหมือนน้ำตาลเคี่ยว…

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : แกงเขียวหวาน

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : แกงเขียวหวาน

แกงเขียวหวาน มีเอกลักษณ์อยู่ที่น้ำแกงสีเขียวอ่อนซึ่งได้จากพริกชี้ฟ้าเขียว และพริกขี้หนูสดสีเขียว
โขลกเป็นเครื่องแกงแบบเดียวกับแกงเผ็ด เมื่อไปผัดกับกะทิให้หอม
น้ำแกงก็จะออกเป็นสีเขียวอ่อนตามสีพริก และใช้ ใบโหระพา ใบมะกรูด เพิ่มความหอม
ส่วนประวัติความเป็นมาของ “แกงเขียวหวาน”ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด
แต่จัดเป็นหนึ่งในเมนูอาหารไทยโบราณที่มีชื่อเสียงไปไกลทั่วโลก
เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวต่างชาติ ซึ่งเรียกขานแกงชนิดนี้ว่า“Thai Green Curry” ตามสีของน้ำแกง
โดยประวัติพอสังเขปที่พอหาได้อธิบายไว้ว่าสมัยก่อนคนไทยยังไม่ได้นำเอากะทิมาทำกับข้าวกิน
น้ำพริกแกงเผ็ดที่ถูกตำขึ้นมาก็เพื่อทำแกงป่ากันเป็นส่วนใหญ่
ใส่รวมกับสมุนไพรอย่าง พริกไทยอ่อน, กระชายซอยเส้น และใบโหระพา หอมเผ็ดร้อนอย่าบอกใคร
กระทั่งคนไทยเริ่มนำหัวกะทินำมะเคี่ยวร้อนๆ จนแตกมัน
จนได้น้ำมันที่แตกออกมาใช้ผัดน้ำพริกแกงให้หอมและมีรสชาติดีขึ้น ตามด้วยการใช้กะทิแทนน้ำตามแบบฉบับแกงป่า
ผักกลิ่นแรงๆ อย่าง กระชายหรือพริกไทยอ่อนจึงถูกตัดออกไปกระนั้นในบางสูตรบางตำราก็ยังมีการใส่ กระชาย และ
พริกไทยอ่อน อยู่บ้างเพื่อกลบความคาวสำหรับเมนูปลาต่างๆปรุงสันเติมแต่งรสชาติจนได้ “แกงเผ็ด”
แกงไทยชื่อเสียงก้องไกลในนาม “แกงเขียวหวาน”อันถือเป็นภูมิปัญญาไทยแท้หลังจากนั้นวิวัฒนาการของ “แกงเขียวหวาน”
ก็เดินหน้าอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันไล่ตั้งแต่เริ่มหันไปใช้พริกขี้หนูสดสีเขียวมาใช้โขลกทำพริกแกงแ
ทนพริกแห้ง ได้ “น้ำพริกแกงเขียวหวาน” สีเขียวนวลสวยซึ่งวัตถุดิบที่ใช้ในการปรุง “แกงเขียวหวาน” หนึ่งถ้วย
กอปรด้วย เนื้อสัตว์ 200 กรัม, มะเขือเปราะหั่นเสี้ยว 100 กรัม,หัวกะทิ 1/2 ถ้วยตวง, หางกะทิ 3/4 ถ้วยตวง, ใบโหระพา 20 ใบ,
ใบมะกรูดฉีก 4 ใบ, น้ำตาลปี๊บ 1 1/2 ช้อนโต๊ะ, น้ำปลา 3ช้อนโต๊ะ, พริกแกงเขียวหวาน 3 ช้อนโต๊ะ และ
พริกชี้ฟ้าแดงหั่นแฉลบ 1 เม็ดส่วนขั้นตอนการปรุง “แกงเขียวหวาน” เริ่มจาก
ตั้งกระทะบนเตาด้วยไฟกลางค่อนไปทางอ่อนแล้วนำหัวกะทิไปเคี่ยวจนแตกมัน
จากนั้นใส่พริกแกงเขียวหวานลงไปผัดกับหัวกะทิให้หอมตามด้วยใส่เนื้อสัตว์ลงไปผัดพอสุก
ขณะที่ขั้นตอนการปรุงรสจะเริ่มด้วย น้ำปลา และ น้ำตาลปี๊บ
ผัดให้พอเข้ากัน แล้วตักใส่หม้อ จากนั้นใส่ หางกะทิ ตามลงไป
ตั้งไฟให้เดือดแล้วใส่ มะเขือเปราะหั่นเสี้ยว ลงไป
ต้มต่อจนน้ำเดือดอีกครั้ง แลจน มะเขือเปราะ สุกดี ค่อยใส่ใบโหระพา
สุดท้ายก่อนยกลงจากเตาให้ใส่ ใบโหระพา และ พริกชี้ฟ้า
แล้วปิดฝาหม้อทันที รอตัดเสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆ หรือขนมจีน
รับรองอร่อยเหาะอย่าบอกใคร
และนี่คืออีกหนึ่งเมนูอาหารไทยโบราณที่คุณยังสามารถหาทานได้
ตามร้านอาหารทั่วไปในปัจจุบัน…