9 คาเฟ่น่านั่งเมืองเชียงใหม่ 2

9 คาเฟ่น่านั่งเมืองเชียงใหม่ 2

กลับมาอีกครั้งกับการรีวิวแหล่งคาเฟ่สุดชิลน่านั่งของเมืองเชียงใหม่
อย่ารอช้าไปติดตามกันเลยว่าจะมีที่ไหนกันอีกบ้าง
มิกซ์โซโรจี เชียงใหม่
จะว่าไปสถานที่นี้ไม่ได้เป็นแค่คาเฟ่อย่างเดียว
เพราะถือได้ว่าเป็นบิสสโตรขนาดใหญ่ที่มีทั้งเบอร์เกอร์ บาร์
และคาเฟ่รวมอยู่นร้ายเดียวเรียกได้ว่าที่เดียวมีครบทุกอย่าง สำหรับ
มิกซ์โซโรจีแห่งนี้นั้นมีเมนูอาหารให้เลือกมากมายทั้งคาว และหวาน
โดยเมนูของขาวที่ขึ้นชื่อที่สุดคือเบอร์เกอร์เพราะที่นี่เขาใช้เนื้อพรีเมี่ยมชั้นดีนำมาปรุงให้เข้ากับ
กลิ่นของเครื่องเทศ ส่วนขนมปังช้เป็นโฮลเบลดอย่างดี
ซึ่งช่วยเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้กับร่างกายเพิ่มมากขึ้นตบด้วยผักที่มีหลายชนิดสอดเข้ามา
ทำให้กินแล้วเข้ากันสุดๆแถมยังมีประโยชน์สำหรับร่างกายอีกด้วย
ขณะที่ในส่วนของเครื่องดื่มก็มีให้เลือกเพียบไล่ตั้งแต่ค็อกเทล เบียร์คราฟ เบียร์นอก
ที่มีหลายยี่ห้อให้คุณได้เลือกสรรกัน เช่นเดียวกันกาแฟที่มีหลายชนิด
และบางเมนูก็เป็นไอเดียของทางร้ายที่คิดขึ้นมาโดยเฉพาะยิ่งไปกว่านั้นการตกแต่งของร้านก็ดึง
ดูดน่านั่งสุดๆ โดยดีไซน์เป็นแบบลอฟปูนเปลือยก็ให้บรรยากาศที่ดีไปอีกแบบ
ฮานาโซโน
ชื่อมีความเป็นญี่ปุ่นสุดๆแถมการตกแต่งก็มาแบบญี่ปุ่นสมัยใหม่
โดยร้านแห่งนี้เมื่อเดินเข้ามาคุณจะรู้สึกถึงความเป็นโมเดิร์นญี่ปุ่นสมัยใหม่มากๆ
เพราะมีแรงบัลดาลใจมาจากร้านกาแฟในดนอาทิตย์อุทัยนั่นเอง
สำหรับฮานาโซโนด้วยความที่เป็นญี่ปุ่นแน่นอนว่าจะต้องมีเมนูแบบญี่ปุ่นๆมาให้บริการอย่างแน่
นอนอย่างเช่นเค้กชาเขียวที่ขึ้นชื่อของร้านแห่งนี้หรือจะเป็นเครื่องดื่มที่มีมากมายหลายเมนูรวม
ไปถึงเมนูที่มีส่วนผสมของชาเขียวที่ทางร้านภูมิใจเสนอ
เพราะนอกจากจะอร่อยแล้วยังให้ประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วยส่วนเมนูที่ไปแล้วต้องไม่พลาดคือ
ชาเขียวมัทฉะแบบดั้งเดิมสไตล์ญี่ปุ่นบอกได้เลยว่าทั้งหอมทั้งอร่อยจริงๆ
เดอะ บาร์น
ถือเป็นคาเฟ่ที่มีการตกแต่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวสุดๆสำหรับคาเฟ่ เดอะ บาร์น
เพราะมันถูกดีไซน์ให้ดูเหมือนโณงนาที่ตั้งอยู่กลางทุ่ง
โดยองค์ประกอบภายนอกมีสังกะสีมาบุเป็นผนังฝั่งหนึ่งเพื่อให้มีอารมณ์ความเป็นโรงนายุโรปมากขึ้นนั่นเอง
ส่วนวัสดุอื่นๆที่นมาตกแต่งร้านก็เป็นไม้ซะส่วนใหญ่เนื่องจากทางร้านอยากให้ดูมีความวินเทจไปด้วยในตัว
ซึ่งต้องบอกเลยว่าทำออกมาได้ดีทีเดียวสำหรับใครที่ชื่นชอบคาเฟ่แนวนี้ก็อย่าพลาดเด็ดขาดแถมที่นี่เครื่องดื่มก็รสชาติอร่อยไม่แพ้ใคร…

อิ่มคุ้มจนต้องร้องโฮ่! 3 ร้านบุฟเฟ่ต์ญี่ปุ่น ประจำชลบุรี – ตอนที่ 2

อิ่มคุ้มจนต้องร้องโฮ่! 3 ร้านบุฟเฟ่ต์ญี่ปุ่น ประจำชลบุรี – ตอนที่ 2

หากคุณเป็นคออาหารญี่ปุ่น
เชื่อว่าคุณต้องเชี่ยวชาญการหาร้านบุฟเฟ่ต์กินในกรุงเทพฯกันอยู่แล้ว
แต่ถ้าคุณมีโอกาสได้ออกจากกรุงเทพฯ
ได้แวะเวียนไปเที่ยวที่จังหวัดใกล้เคียงอย่างจังหวัดชลบุรี
แล้วอยากลองหาร้านอาหารญี่ปุ่นดูบ้าง
วันนี้เราจะมีแนะนำร้านอาหารญี่ปุ่นในแบบบุฟเฟ่ต์ให้คุณได้ลองแวะไปอิ่มกันให้สะใจ

1. Sushi Mega ศรีราชา
ลองแวะมาในห้าง Atara mall ใกล้โรบินสัน ศรีราชา
ร้านนี้ให้คุณได้อร่อยทั้งแบบบุฟเฟ่ต์ และ A La Cart หากสั่งบุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่น
ราคาคนละ 599 บาท ยังไม่รวม vat 7% เครื่องดื่มเป็นชาเขียวเย็น
ส่วนเมนูอาหารมีทั้งของซูชิ ซาซิมิ ของกินเล่นให้เลือกมากมาย
แซลมอนซาซิมิชิ้นใหญ่ที่ใครๆ ก็ต้องฟิน มาพร้อมกับความสด
เสิร์ฟมาในชามน้ำแข็งตกแต่งอย่างสวยงามในชาม
พิกัด : ศรีราชานคร 4 (Atara Mall ชั้น G ใกล้ๆ โรงพญาบาลพญาไทศรีราชา)
ศรีราชา , ศรีราชา , ชลบุรี
เบอร์ติดต่อ : 038313143, 0632021025 เวลาเปิดบริการ ทุกวัน : 11:00 – 22:00

2. DaRe Sushi Salad and Fruit Bar
เป็นร้านบุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่นของโรงแรมดีวารีจอมเทียนบีช
ถ้าหากคุณอยากินตอนกลางวัน อาจจะต้องเปลี่ยนแผนสักหน่อย
เพราะร้านนี้จะเปิดบริการช่วงเย็นเท่านั้น ตั้งแต่เวลา 18.00 – 22.00น.
โดยจะเป็นบุฟเฟ่ต์ 90 นาที ในราคาคนละ 599 บาท
คุณจะได้อร่อยไปกับซูขิคำใหญ่ รสชาติดี วัตถุดิบสด คุณภาพอัดแน่น
ไข่กุ้งใส่มาจนล้นสด ๆ ไม่คาว
เมื่อเทียบกับค่าบริการกับคุณภาพของอาหารต้องบอกว่าคุ้มค่ามากๆ
พิกัด : 457 หมู่ 12 ซ.14 ถ.จอมเทียน (ร้านอยู่ปากซอยจอมเทียน 14
ร้านอยู่หน้าโรงแรมดีวารีจอมเทียนบีช) เมืองพัทยา , บางละมุง , ชลบุรี
เบอร์ติดต่อ : 038418999 เวลาเปิดบริการ ทุกวัน : 11:00 – 22:00

3. One Peace Sushi Buffet
ร้าน One Peace Sushi Buffet เป็นร้านบุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่นเปิดใหม่ในศรีราชา
ตั้งอยู่ในซอยอีออน มีที่จอดรถหน้าร้าน ให้บริการบุฟเฟ่ต์คนละ 599 บาท
นั่งกินแบบจุใจได้ 90 นาที เมนูมีให้เลือกอย่างหลากหลาย และสมราคา
โดยทีเด็ดของร้านคือซาซิมิต่างๆ โดยเฉพาะท้องปลาแซลมอน และแซลมอนซาซิมิ
ใครชอบแซลมอน บอกเลยว่าห้ามพลาด
พิกัด : 165/64-66 ซอย 1 (อาคารพาณิชย์โกลเด้นท์ศรีราชา ซอย 3
ตรงข้ามทางเข้าอาคารโกลเด้นเพลส) ศรีราชา , ศรีราชา , ชลบุรี
เบอร์ติดต่อ : 098-504-0905 เวลาเปิดบริการ ทุกวัน : 12:00 – 22:00…

ร้านอาหารสำหรับคนนอนดึก

ร้านอาหารสำหรับคนนอนดึก

1.ร้านเจ๊โอว
ร้านเจ๊โอวกับเมนูมาม่าต้มยำรอบดึกที่ถ้าไม่ห้าทุ่มก็จะไม่ขาย
มีความเเซ่บเเน่นอนชนิดที่ว่าคนเเน่นทุกวันเต็มหน้าร้าน เพื่อให้ได้ลิ้มชิมรสมาม่าต้มยำของเจ๊โอวที่หนักรสเเน่น
เครื่อง และไม่ใช่เเค่มาม่าต้มยำอย่างเดียว เมนูอื่นก็เด็ดไม่เเพ้กัน เช่น ปูม้าดอง
ก็ดังถึงแม้ตัวไม่ใหญ่มากแต่ปูม้าเนื้อแน่น เนื้อสดยิ่งราดน้ำจิ้มซีฟู้ดรสแซ่บ
2.ขาหมูตรอกซุง
ข้าวขาหมูในตำนาน โด่งดังในเรื่องรสชาติ กับความอร่อยที่ขนาดเปิดร้านตอนตีสามยังมีคนมาต่อคิวซื้อเพียบ
คนซื้อเยอะ จนต้องเลื่อนเวลามาเปิดขายในช่วงกลางวันด้วย รวมแล้วเปิดขาย 24 ชม. แนะนำให้ลอง “คากิ”
ที่เป็นไฮไลท์เด็ดดวงของทางร้าน ราดด้วยน้ำพะโล้สูตรลับ ถูกใจคนทุกวัย
3.หมูตุ๋นหม้อดิน เยาวราช
ร้านเด็ดที่มีเมนูดังเมนูเดียวของร้านนั่นคือ “หมูตุ๋น เอ็นตุ๋น
น้ำแดงหม้อดิน” ถึงเเม้หน้าตาเมนูจะมองดูรู้สึกเหมือนทั่วๆ ไป แต่รสชาตินั้นอร่อยมาก
ซึ่งความอร่อยนี่เองที่ทำให้ร้านนี้ลูกค้าเยอะเเน่นมาก
ถึงขนาดบางวันมีลูกค้ามายืนรอตั้งเเต่ร้านยังไม่เปิดเลยนะเออ ใครยังไม่เคย ลองมาทานที่ร้าน
บอกเลยว่าถ้ามาเยาวราชต้องไม่พลาด
4.ราเมนข้อสอบ
ร้านราเมนเปิดใหม่ ความอร่อยของราเมนที่ร้านนี้คือมีสูตรลับจากต้นตำรับเเท้ๆ น้ำซุปเข้มข้น
เส้นเหนียวนุ่มที่สามารถเลือกระดับความสุกของเส้นได้ พร้อมท็อปปิ้งเเน่นๆ ทั้งต้นหอม หมูสไลซ์ชาชูเนื้อนุ่ม
กระเทียม ฯลฯ เลือกความเผ็ด อีกทั้งบรรยากาศในร้านที่ออกแบบมาเหมือนอยู่ในห้องสอบสไตล์ญี่ปุ่น
5.ร้านบุฟเฟ่ต์เกาหลี
ในราคาเพียง 299 บาท มีให้เลือกทานหลายอย่างทั้งสามชั้น หมูหมักซอสรสชาติอร่อยเข้าเนื้อ เนื้อลูกมะพร้าว
เสือร้องไห้ อาหารทะเลสด ปลาหมึกชิ้นหนา กุ้งเเม่น้ำตัวไม่เล็กไม่ใหญ่ ขนาดพอดีๆ กำลังอร่อยเเต่ทานได้ไม่อั้น
ไข่ตุ๋น ไก่ทอดเกาหลี บิคิมบับ ฯลฯ จุดเด่นของร้านอีกอย่างคือ ร้านนี้เปิดคุ้มเปิดนาน ถึงตี3-4 เลยทีเดียว
6.เฉินหลงทะเลซีฟู้ด
ร้านทะเลซีฟูดเผารสชาติอร่อย
น้ำจิ้มรสเเซ่บแบบที่ถ้าได้มาทานต้องลืมไม่ลงลูกค้าประจำร้านนี้เเน่นมากเเถมยังมีดาราหลายๆ ท่านไปทานบ่อยๆ
เมนูเด่นๆ ของร้านนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเมนูซีฟู้ดมีทั้งกุ้งเเม่น้ำ กุ้งกุลาดำ กุ้งมังกร ล็อปสเตอร์ กั้ง
ปูทะเลเนื้อเเน่นคัดเกรด หอยทะเลต่างๆ เสริฟพร้อมน้ำจิ้มรสเด็ด เป็นอีกร้านที่ห้ามพลาด…

ย้อนวันวานไปกับตลาดนัดรถไฟ

ย้อนวันวานไปกับตลาดนัดรถไฟ

หากพูดถึงตลาดนัดที่กำลังได้รับความนิยมสำหรับคนเมืองกรุงเทพก็ต้องยกให้กับบรรด่ตลาดนัดกลางคืนทั้งหลาย
เพราะตลาดนัดลักษณะนี้สามารถตอบโจทย์คนในเมืองหลวงได้เป็นอย่างดีนั่นเพราะการทำงานในกรุงเทพนั้น
ต่อให้บริษัทไหนเลิกงานเร็วสิ่งที่พนักงานต้องเจอก็คือการจราจลที่รถติดแบบสุดๆ
ซึ่งบางคนเลิกงานเย็น แต่กว่าจะถึงบ้านก็ค่ำเสียเวลาไม่น้อยแถมยังต้องทนหิวเป็นเวลานานอีกด้วย
นั่นทำให้บรรดาตลาดนัดกลางคืนกลายเป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับคนกรงเทพเพราะเต็มไปด้วยของกิน
มากมายหลายแบบที่สำคัญยังมีของขายให้เดินช็อปปิ้งกันชิลๆอีกด้วย
แต่ก็มีอยู่หนึ่งตลาดนัดเท่านั้นที่ขึ้นชื่อว่าเป็นตลาดนัดกลางคืนที่ฮิตที่สุดของคนเมืองหลวงนั่นคือตลาดนัดรถไฟศรีนครินทร์
เอ่ยชื่อตลาดนี้มาคงไม่มีใครที่ไท่รู้จักเพราะจัดว่าเป็นต้นฉบับตลาดนักลางคืนของกรุงเทพอย่างแท้จริง
โดยก่อนหน้านี้ตลาดนัดรถไฟตั้งอยู่ที่เขตจตุจักรติดกับตลาดนัดจตุจักร โดยเปิดให้บริการทุกวันศุกร์เสาร์
และอาทิตย์ ซึ่งต้องบอกว่านี่คือตลาดที่คนนิยมกันมาเดินเที่ยวเยอะมากๆ
แต่ช่วงเริ่มแรกเป็นตบาดที่เน้นขายความวินเทจเสียมากกว่า
สำหรับตลาดนัดรถไฟในเวลานั้นพื้นที่ใช้สอยเป็นพื้นที่โล่ง
และกว้างขวางพอสมควรโดยจะแบ่งส่วนด้านหน้าเป็นลานขายของธรรมดาทั่วๆไปมีอาหารจุกจิกวางขายมากมาย ซด้านในเป็นโกดัง
และพื้นที่โล่งของบางส่วนเป็นของเก่าวินเทจไม่ว่าจะเป็นของใช้ของกินของโชว์ต่างๆก็ถูกรวบรวมเอามา
ไว้ในที่เดียว นอกจากนี้ด้านข้างของตลาดยังเป็นโซนโกดังอีกฝั่งหนึ่งที่โดนใจใครหลายคน
และมักมีผู้นิยมมาอยู่ตรงโซนนี้อย่างมากนั่นเพราะเป็นโซนร้านเหล้า
บาร์เบียร์ต่างๆที่เปิดให้บริการหลายร้านให้เลือก
สำหรับของวินเทจที่พ่อค้าแม้ค่าทั้งหลายนำมาขายถือได้ว่าเป็นของหายากเลยทีเดียวสำหรับคนที่ชื่นชอบ
เก็บสะสมของเก่าก็มักจะมาเลือกซื้อของที่ๆบ่อยเพราะเป็นศูนย์รวมของเก่าที่แทบจะมีทุกอย่างที่นักสะสม
ต้องการทั้งรถ อะไหล่รถ ตู้เย็นเก่าที่เป็นลายต่างๆ หุ่นโชว์รวมถึงกล้องชนิดเก่าๆก็มี
นอกจากนี้ยังมีร้านโมเดลการ์ตูนมาเปิดให้บริการด้วยเช่นกัน
ส่วนอีกหนึ่งไฮไลท์ของตลาดแห่งนี้คือร้านบะหมี่จอมพลัง
ซึ่งที่นี่ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของร้านดังนี้เลยก็ว่าได้
โดยในเวลานั้นร้านตั้งอยู่หลังสุดของพื้นที่ตลาดใครที่หวังจะไปทานต้องต่อคิวยาวเหยียดเพราะขายดีจริงๆ
อย่างไรก็ตามต่อมาทางการรถไฟต้องการพื้นที่คืนทำให้ต้องมีการโยกย้ายตลาดกันเกิดขึ้นก่อนที่ต่อมาทั้ง
หมดจะถูกย้ายไปตั้งเป็นตลาดนัดรถไฟศรีนครินทร์ ที่ถึงแม้จะอยู่ไกลจากตัวเมืองแต่ก็ยังคงได้รับความนิยมเสมอมา
ตลาดนัดรถไฟศรีนครินทร์กลายเป็นแหล่งถนนคนเดินแห่งใหม่ย่านศรีนครินทร์โดยยังถูกคงไว้ซึ่งคอนเซ็ปต์เดิมที่ด้านหน้าเป็นตลา
ดขายของทั่วไป ส่วนด้านในเป็นโกดังจำหน่ายสินค้าวินเทจ
มีบาร์ต่างๆรวมไปถึงร้านอาหารมากมายให้เลือกทำให้ยังคงได้รับความนิยมมาจนถึงเวลานี้…

มาทำลูกชุบง่ายๆ กันเถอะเรา

มาทำลูกชุบง่ายๆ กันเถอะเรา

การทำลูกชุบง่ายๆ โดยใช้วัตถุดิบไม่กี่อย่างสำหรับคุณแม่ที่อยากหากิจกรรมยามว่างให้กับลูกๆหลานๆ
วันนี้เรามีวิธีทำขนมลูกชุบมาฝากค่ะ ไว้ทำเพลินๆสานความสัมพันธ์ในครอบครัว
ขนมไทยสีสวยสดใสใครๆก็อยากกินแถมใช้วัตถุดิบน้อยอีกด้วย
จับถั่วกวนปั้นเป็นลูกหลากหลายรูปร่าง ไม่ว่าจะเป็นลูกชุบผลไม้ลูกชุบผัก หรือลูกชุบเป็ดก็น่ารัก
ถ้าเหลือถั่วกวนก็เอาไปทำไส้ขนมเปี๊ยะได้อีกด้วยนะคะ
ส่วนผสมของลูกชุบ
แน่นอนค่ะว่าต้องใช้สีกับขนมชนิดนี้
หากใครสามารถทำสีจากธรรมชาติได้เอง ก็แนะนำนะคะ
แต่ถ้าประหยัดเวลา หาง่ายหน่อยก็ ใช้สีผสมอาหารแทนได้
สีที่ต้องมี
1.เหลือง
2.แดง
3.เขียว
4.ส้ม
5.ม่วง (ใช้สีแดง 10 หยด+น้ำเงิน 2 หยด)
สัดส่วนการผสมสี น้ำ 3 ช้อนโต้ะ ต่อสี 10-15 หยด
ส่วนผสมของวุ้น
1.วุ้น 2 ช้อนโต๊ะ
2.น้ำ 500 กรัม
3.น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
ส่วนผสมไส้ถั่วกวน
1.ถั่วเขียวเลาะเปลือก 500 กรัม
2.น้ำตาลทราย 450 กรัม
3.เกลือ 1/2 ช.ช.
4.น้ำมันพืชหรือกะทิ 1 ถ้วยตวง
วิธีทำไส้ถั่วกวน
1.ล้างถั่วเขียว เลาะเปลือกให้สะอาด ล้างหลายๆรอบจนน้ำใส
หลังจากนั้นแช่น้ำทิ้งไว้อย่างต่ำ 5
ช.ม.เอาไปแช่ตู้เย็นเลยก็ได้ค่ะ บ้านเราอากาศค่อนข้างร้อน
ถั่วอาจจะเสียง่าย หลังจากนั้นนำถั่วมาล้างอีกสักรอบ
แล้วนำไปนึ่ง ใช้เวลาประมาณ 30 นาที
พอนึ่งเสร็จแล้วก็พักให้เย็นค่ะ
2.นำถั่วที่กวนแล้วมาปั่นกับน้ำพอประมาณ
แต่อย่าน้อยเกินนะคะเดี๋ยวหนืดไปเครื่องปั่นจะทำงานหนักและไหม้นะคะ พอปั่นเสร็จหมดแล้ว
ก็นำเทใส่หม้อทองเหลืองหรือกะทะเทฟล่อน
ใส่น้ำตาลทรายน้ำมันพืชหรือกะทิ และเกลือ
คนให้พอเข้ากันแล้วนำไปตั้งไฟค่ะ
กวนด้วยไฟอ่อนจนถั่วร่อนไม่ติกะทะค่ะ
พอกวนเสร็จก็พักไว้ใช้ผ้าคลุมไว้ไม่ให้ถั่วแห้ง
3.พอถั่วเย็นแล้ว
ก็เอามาใส่ถุงนวดถั่วอีกครั้งเพื่อให้ถั่วเนียนและสีใสไม่ขุ่น
ปั้นเป็นผลไม้หรือสัตว์ต่างๆตามชอบเลยค่ะ
4.นำไปจุ่มสี ทาสี แล้วพักให้สีแห้งสนิท พอครบ 10 นาที
5.ต้มน้ำจนเดือด ผงวุ้นละลายหมด
แล้วเติมน้ำตาลทรายลงไปต้มจนน้ำตาลทรายละลายพอละลายแล้วก็ดับเตาค่ะ
พักอุ่นหน่อยก่อนนำลูกชุบไปชุบนะคะไม่งั้นสีอาจจะหลุดเลอะเทอะ
6.พอวุ้นอุ่นลงบ้างแล้วก็นำลูกชุบไปชุบ
ชุบเสร็จก็พักไว้ให้เซตตัวแล้วนำมาชุบอีกรอบ หรือจะชุบ 3-4
รอบก็ได้ค่ะ แล้วแต่ชอบความหนาบางของวุ้นเลย
แต่ถ้าวุ้นในชามเริ่มแข็งก็นำไปอุ่นได้ค่ะ ชุบเสร็จหมดแล้ว
พักเซตตัวแล้วก็นำมาตกแต่งโดยการใส่ใบแก้ว
หรือใบมะยมก็ได้ค่ะเสร็จแล้วค่ะ ไม่ยากเลยใช่มั้ยล่ะคะ
พออ่านจบแล้วก็เตรียมตัวไปหาวัตถุดิบแล้วมาชวนลูกหลา
นปั้นกันเถอะค่ะ รับรองสนุกสนาน แถมอร่อยด้วย
เผลอๆทำขายสร้างรายได้อีกทาง ปั้นเป็นพริกบ้าง ส้มบ้างฟินสุดๆแน่นอนจ้ารับรอง…

เยือนถิ่นเมอร์ไลออนส์ : เที่ยวสิงคโปร์ไม่แพงอย่างที่คิด

เยือนถิ่นเมอร์ไลออนส์ : เที่ยวสิงคโปร์ไม่แพงอย่างที่คิด

หากกล่าวถึงประเทศในอาเซียนด้วยกันที่น่าท่องเที่ยว
และมีคนไทยนิยมไปบ่อยๆก็ต้องยกให้สิงคโปร์เป็นหนึ่งในชาติยอดนิยม
เพราะบ้านเมืองนั้นมีความสวยงามเป็นระเบียบ และสะอาดแถมยังมีที่ให้ท่องเที่ยวมากมายหลายแห่ง
และเหมาะทั้งการเที่ยวแบบทัวร์รวมถึงการแบกเป้ไปเที่ยวเองด้วย
โดยเฉพาะอย่างหลังที่ผู้คนนิยมท่องเที่ยวสไตล์นี้กันเสียมากกว่าเพราะได้สนุกเต็มที่ไม่ต้องจำกัดเวลาแถมยังมีอิสระสามารถที่จะไปได้ทุกที่ที่อยากไป แต่ต้องใช้เงินเท่าไหร่กันล่ะ
เราจึงขอนำข้อมูลในเรื่องนี้มาให้ได้ชมกันส่วนใหญ่คนที่จะเดินทางไปเที่ยวสิงคโปร์มักจะไปเป็นเวลา 3-5 วัน
โดยการไปนั้นเราจะต้องแบ่งค่าใชจ่ายดังนี้คือค่าที่พักค่ากินค่าที่อยู่ค่าท่องเที่นวตามสถานที่ต่างๆรวมถึงค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดอื่นๆ
เริ่มกันที่ค่าเดินทางเป็นอย่างแรกนี่คือหนึ่งในค่าใช้จ่ายที่เราจพต้องเสียเยอะอย่างแน่นอน
แต่ก็จะมีหลายราคาให้เลือกตามแต่สายการบินนั้นๆ และระดับที่นั่ง ถ้าเลือกแบบโลฟ์คอร์สจะอยู่ที่ 3000-7000 บาทสำหรับสายการบินธรรมดาจะอยู่จำนวนดังกล่าวไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้
ส่วนถ้าเป็นการบินไทยราคาจะอัพเกรดขึ้นมาอยูที่ 7000 ขึ้นไป
ซึ่งจะมีเรื่องของการบริการที่จะอำนวยความสะดวก และหรูหรามากขึ้นนั่นเอง
ส่วนใครที่ต้องการเที่ยวแบบประหยัด แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ชื่นชอบอยู่แล้วที่จะจ่ายน้อยลง
โดยตั๋วแบบโลฟ์คอร์สจะต้องจองก่อนล่วงหน้าข้ามปีเราจะได้ราคาที่ถูกลงเป็นเท่าตัวเลยทีเดียวโดยเฉพาะ
ตอนที่มีโปรโมชั่นนั้นราคายิ่งคุ้มค่า แต่ก็ต้องจอง และเดินทางตามที่สายการบินกำหนดเท่านั้น
ต่อมาคือค่าที่พัก โรงแรมทั่วไปมีตั้งแต่ 3-5 ดาว
ราคาก็หลักพันบาทไทยถือว่าไม่แพงมากนักที่สำคัญบางที่อยู่ใกล้สนามบินเพียงไม่กี่กิโลเมตรแถมราคายัง
ถูกอีกด้วยก็แล้วแต่ว่าใครจะชื่นชอบแบบไหน และราคาใดแพงหน่อยก็จะหรูหราทั้งบริการ
และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆหรือใครชอบลุยๆที่นี่ก็มีโฮสเทลเปิดให้บริการ
ซี่งจะมีโฮสหลายระดับทั้งแบบธรรมดาจนถึงโฮสเทลที่หรูมากขึ้นที่จะมีความเป็นส่วนตัวมากกว่าโฮสเทลทั่วๆไปนั่นเอง
ลำดับต่อมาคือค่ากินแน่นอนว่าการไปเที่ยวแต่ละที่สิ่งที่นักท่องเที่ยวชอบที่สุดไม่ได้อยู่ที่เรื่องช็อปเรื่องเดียว
แต่เรื่องกินนี่ก็สำคัญเพราะแต่ละที่มีอาหารน่ากินแตกต่างกันไปบางที่เป็นอาหารที่มาแล้วต้องจัดให้ได้ไม่
อย่างนั้นถือว่าไปไม่ถึง โดยเฉพาะสิงคโปร์ที่ดังเรื่องข้าวมันไก่ และหมูรมควันที่ต้องไม่พลาด
ซึ่งราคารก็ไม่แพงมากนักจาน 120 บาทขึ้นไป
ส่วนพวกขนมขบเคี้ยวราคาก็ไม่ต่างจากบ้านเราสักเท่าไหร่เรียกได้ว่ารวมๆแล้วอยู่ในระดับที่สามารถจับจ่ายซื้อได้แบบสบายๆไม่ต้องคิดหนัก…

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : ไข่พะโล้

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : ไข่พะโล้

ไข่พะโล้ เป็นหนึ่งในเมนูที่ได้รับความนิยมจากคนไทยและสามารถหาทานได้ตามท้องตลาดในปัจจุบัน
เพียงแต่ว่ากรรมวิธีการปรุงนั้นแตกต่างจากสูตรโบราณแท้ๆเนื่องจากผู้คนหันมาใช้ผงพะโล้และซีอิ่วในการปรุงอาหารชนิดนี้
ซึ่งจุดเด่นที่ทำให้ ไข่พะโล้ เป็นที่นิยมในหมู่ชาวไทยนอกจากสามารถกินได้ทุกเพศทุกวัยไม่เกี่ยงชั้นวรรณะแล้ว
คงนี้ไม่พ้นเป็นอาหารที่สามารถเก็บไว้ได้นาน แถมยิ่งเก็บน้ำน้ำพะโล้ยิ่งเข้าเนื้อ ทานเมื่อไรก็อร่อยเมื่อนั้น
ส่วนวัตถุดิบในการปรุง ไข่พะโล้โบราณ ไล่ตั้งแต่ ไข่ไก่ 6ฟอง, เต้าหู้แข็งหั่นสามเหลี่ยม 8 ชิ้น, หมูสามชั้น 300 กรัม,
รากผักชี 3 ราก, กระเทียมไทย 5 กลีบ, พริกไทย 1/2 ช้อนโต๊ะ,น้ำตาลปี๊บ 1/4 ถ้วยตวง, เกลือ 1/2 ช้อนชา, น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ,
อบเชย 3 ก้าน, โป๊ยกั๊ก 5 ดอก, ผักชี และ น้ำเปล่า 3 ถ้วยตวงมองดูเหมือนเยอะใช่ไหม?
แต่หากดูวิธีทำแล้วจะบอกว่าง่ายมาก เริ่มจาก ต้มไข่ซึ่งไข่ควรเป็นอุณหภูมิห้อง
ถ้าแช่ตู้เย็นให้นำออกมาทิ้งไว้สักระยะก่อนต้ม ใส่เกลือเล็กน้อยต้มด้วยไฟแรงประมาณ 10 นาที จากนั้นยกลงจากเตา
นำไข่ไปแช่น้ำเย็นแล้วปอกเปลือกจากนั้นหันไปทำเครื่องพะโล้ เริ่มจากนำ รากผักชี,
รากและกระเทียม รวมถึง พริกไทย ลงไปโขลกให้ละเอียดย้ำว่าต้องละเอียด เพื่อไม่ให้เป็นเศษลอยอยู่ในหม้อพะโล้ภายหลัง
ซึ่งเมื่อละเอียดแล้วให้นำไปผัดน้ำมันด้วยไฟปานกลางจนหอมเติมน้ำตาลปี้บลงไปเคี่ยวด้วยไฟปานกลาง เมื่อได้สีน้ำตาลเข้มจัด
นำหมูสามชั้นลงไปผัดพอตึงๆเมื่อหมูสามชั้นเริ่มตึงแล้ว ให้ใส่น้ำและไข่ลงไป ตามด้วยก้านอบเชย และ ดอกโป๊ยกั๊ก ค่อยๆ ปรุงรสด้วยเกลือ
อย่าให้เค็มมากไป เมื่อน้ำเดือดลดไฟลงเป็นไฟอ่อนเคี่ยวต่ออย่างน้อย 45 นาที จนหมูนุ่มโดยระหว่างนี้ให้คอยช้อนฟองออกด้วย
เป็นอันเสร็จสิ้นเมนูไข่พะโล้โบราณที่ไม่ต้องง้อผงพะโล้และซีอิ๋วแถมรสชาติจัดจ้านและสีสันสวยงามกว่าเยอะ
ก่อนนำไปเสิร์ฟให้แต่งหน้าด้วยผักชีเล็กน้อยทานคู่กับข้าวสวยร้อนๆ รับรองอร่อยไม่รู้ลืมอย่างไรก็ตาม
หากต้องการได้สูตรที่กลมกล่อมและรสชาติถูกปากแนะนำให้ลืมการตวงตามที่บอกข้างต้นแต่ให้ใช้การกะปริมาณเอา
เพราะคนไทยแต่โบราณทำอาหารโดยใช้การกะปริมาณไม่ได้มีถ้วยตวงเหมือนปัจจุบัน รสชาติถูกปากถือเป็นใช้ได้
ส่วนตอนเคี่ยวน้ำตาล ควรเคี่ยวให้ได้สีเข้มที่สุดเพราะถ้าน้ำตาลสีอ่อนเกินไป น้ำพะโล้สีจะซีด
ซึ่งแม้จะแก้ได้ด้วยการเติมซีอิ๋วดำแต่รสชาติไม่ดีเท่าน้ำตาลที่เคี่ยว อีกทั้งสีสันของไข่พะโล้โบราณก็ยังไม่โดดเด่นเหมือนน้ำตาลเคี่ยว…

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : แกงเขียวหวาน

ตามรอยอาหารไทยโบราณ : แกงเขียวหวาน

แกงเขียวหวาน มีเอกลักษณ์อยู่ที่น้ำแกงสีเขียวอ่อนซึ่งได้จากพริกชี้ฟ้าเขียว และพริกขี้หนูสดสีเขียว
โขลกเป็นเครื่องแกงแบบเดียวกับแกงเผ็ด เมื่อไปผัดกับกะทิให้หอม
น้ำแกงก็จะออกเป็นสีเขียวอ่อนตามสีพริก และใช้ ใบโหระพา ใบมะกรูด เพิ่มความหอม
ส่วนประวัติความเป็นมาของ “แกงเขียวหวาน”ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด
แต่จัดเป็นหนึ่งในเมนูอาหารไทยโบราณที่มีชื่อเสียงไปไกลทั่วโลก
เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวต่างชาติ ซึ่งเรียกขานแกงชนิดนี้ว่า“Thai Green Curry” ตามสีของน้ำแกง
โดยประวัติพอสังเขปที่พอหาได้อธิบายไว้ว่าสมัยก่อนคนไทยยังไม่ได้นำเอากะทิมาทำกับข้าวกิน
น้ำพริกแกงเผ็ดที่ถูกตำขึ้นมาก็เพื่อทำแกงป่ากันเป็นส่วนใหญ่
ใส่รวมกับสมุนไพรอย่าง พริกไทยอ่อน, กระชายซอยเส้น และใบโหระพา หอมเผ็ดร้อนอย่าบอกใคร
กระทั่งคนไทยเริ่มนำหัวกะทินำมะเคี่ยวร้อนๆ จนแตกมัน
จนได้น้ำมันที่แตกออกมาใช้ผัดน้ำพริกแกงให้หอมและมีรสชาติดีขึ้น ตามด้วยการใช้กะทิแทนน้ำตามแบบฉบับแกงป่า
ผักกลิ่นแรงๆ อย่าง กระชายหรือพริกไทยอ่อนจึงถูกตัดออกไปกระนั้นในบางสูตรบางตำราก็ยังมีการใส่ กระชาย และ
พริกไทยอ่อน อยู่บ้างเพื่อกลบความคาวสำหรับเมนูปลาต่างๆปรุงสันเติมแต่งรสชาติจนได้ “แกงเผ็ด”
แกงไทยชื่อเสียงก้องไกลในนาม “แกงเขียวหวาน”อันถือเป็นภูมิปัญญาไทยแท้หลังจากนั้นวิวัฒนาการของ “แกงเขียวหวาน”
ก็เดินหน้าอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันไล่ตั้งแต่เริ่มหันไปใช้พริกขี้หนูสดสีเขียวมาใช้โขลกทำพริกแกงแ
ทนพริกแห้ง ได้ “น้ำพริกแกงเขียวหวาน” สีเขียวนวลสวยซึ่งวัตถุดิบที่ใช้ในการปรุง “แกงเขียวหวาน” หนึ่งถ้วย
กอปรด้วย เนื้อสัตว์ 200 กรัม, มะเขือเปราะหั่นเสี้ยว 100 กรัม,หัวกะทิ 1/2 ถ้วยตวง, หางกะทิ 3/4 ถ้วยตวง, ใบโหระพา 20 ใบ,
ใบมะกรูดฉีก 4 ใบ, น้ำตาลปี๊บ 1 1/2 ช้อนโต๊ะ, น้ำปลา 3ช้อนโต๊ะ, พริกแกงเขียวหวาน 3 ช้อนโต๊ะ และ
พริกชี้ฟ้าแดงหั่นแฉลบ 1 เม็ดส่วนขั้นตอนการปรุง “แกงเขียวหวาน” เริ่มจาก
ตั้งกระทะบนเตาด้วยไฟกลางค่อนไปทางอ่อนแล้วนำหัวกะทิไปเคี่ยวจนแตกมัน
จากนั้นใส่พริกแกงเขียวหวานลงไปผัดกับหัวกะทิให้หอมตามด้วยใส่เนื้อสัตว์ลงไปผัดพอสุก
ขณะที่ขั้นตอนการปรุงรสจะเริ่มด้วย น้ำปลา และ น้ำตาลปี๊บ
ผัดให้พอเข้ากัน แล้วตักใส่หม้อ จากนั้นใส่ หางกะทิ ตามลงไป
ตั้งไฟให้เดือดแล้วใส่ มะเขือเปราะหั่นเสี้ยว ลงไป
ต้มต่อจนน้ำเดือดอีกครั้ง แลจน มะเขือเปราะ สุกดี ค่อยใส่ใบโหระพา
สุดท้ายก่อนยกลงจากเตาให้ใส่ ใบโหระพา และ พริกชี้ฟ้า
แล้วปิดฝาหม้อทันที รอตัดเสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆ หรือขนมจีน
รับรองอร่อยเหาะอย่าบอกใคร
และนี่คืออีกหนึ่งเมนูอาหารไทยโบราณที่คุณยังสามารถหาทานได้
ตามร้านอาหารทั่วไปในปัจจุบัน…