9 คาเฟ่น่านั่งเมืองเชียงใหม่ 2

9 คาเฟ่น่านั่งเมืองเชียงใหม่ 2

กลับมาอีกครั้งกับการรีวิวแหล่งคาเฟ่สุดชิลน่านั่งของเมืองเชียงใหม่
อย่ารอช้าไปติดตามกันเลยว่าจะมีที่ไหนกันอีกบ้าง
มิกซ์โซโรจี เชียงใหม่
จะว่าไปสถานที่นี้ไม่ได้เป็นแค่คาเฟ่อย่างเดียว
เพราะถือได้ว่าเป็นบิสสโตรขนาดใหญ่ที่มีทั้งเบอร์เกอร์ บาร์
และคาเฟ่รวมอยู่นร้ายเดียวเรียกได้ว่าที่เดียวมีครบทุกอย่าง สำหรับ
มิกซ์โซโรจีแห่งนี้นั้นมีเมนูอาหารให้เลือกมากมายทั้งคาว และหวาน
โดยเมนูของขาวที่ขึ้นชื่อที่สุดคือเบอร์เกอร์เพราะที่นี่เขาใช้เนื้อพรีเมี่ยมชั้นดีนำมาปรุงให้เข้ากับ
กลิ่นของเครื่องเทศ ส่วนขนมปังช้เป็นโฮลเบลดอย่างดี
ซึ่งช่วยเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้กับร่างกายเพิ่มมากขึ้นตบด้วยผักที่มีหลายชนิดสอดเข้ามา
ทำให้กินแล้วเข้ากันสุดๆแถมยังมีประโยชน์สำหรับร่างกายอีกด้วย
ขณะที่ในส่วนของเครื่องดื่มก็มีให้เลือกเพียบไล่ตั้งแต่ค็อกเทล เบียร์คราฟ เบียร์นอก
ที่มีหลายยี่ห้อให้คุณได้เลือกสรรกัน เช่นเดียวกันกาแฟที่มีหลายชนิด
และบางเมนูก็เป็นไอเดียของทางร้ายที่คิดขึ้นมาโดยเฉพาะยิ่งไปกว่านั้นการตกแต่งของร้านก็ดึง
ดูดน่านั่งสุดๆ โดยดีไซน์เป็นแบบลอฟปูนเปลือยก็ให้บรรยากาศที่ดีไปอีกแบบ
ฮานาโซโน
ชื่อมีความเป็นญี่ปุ่นสุดๆแถมการตกแต่งก็มาแบบญี่ปุ่นสมัยใหม่
โดยร้านแห่งนี้เมื่อเดินเข้ามาคุณจะรู้สึกถึงความเป็นโมเดิร์นญี่ปุ่นสมัยใหม่มากๆ
เพราะมีแรงบัลดาลใจมาจากร้านกาแฟในดนอาทิตย์อุทัยนั่นเอง
สำหรับฮานาโซโนด้วยความที่เป็นญี่ปุ่นแน่นอนว่าจะต้องมีเมนูแบบญี่ปุ่นๆมาให้บริการอย่างแน่
นอนอย่างเช่นเค้กชาเขียวที่ขึ้นชื่อของร้านแห่งนี้หรือจะเป็นเครื่องดื่มที่มีมากมายหลายเมนูรวม
ไปถึงเมนูที่มีส่วนผสมของชาเขียวที่ทางร้านภูมิใจเสนอ
เพราะนอกจากจะอร่อยแล้วยังให้ประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วยส่วนเมนูที่ไปแล้วต้องไม่พลาดคือ
ชาเขียวมัทฉะแบบดั้งเดิมสไตล์ญี่ปุ่นบอกได้เลยว่าทั้งหอมทั้งอร่อยจริงๆ
เดอะ บาร์น
ถือเป็นคาเฟ่ที่มีการตกแต่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวสุดๆสำหรับคาเฟ่ เดอะ บาร์น
เพราะมันถูกดีไซน์ให้ดูเหมือนโณงนาที่ตั้งอยู่กลางทุ่ง
โดยองค์ประกอบภายนอกมีสังกะสีมาบุเป็นผนังฝั่งหนึ่งเพื่อให้มีอารมณ์ความเป็นโรงนายุโรปมากขึ้นนั่นเอง
ส่วนวัสดุอื่นๆที่นมาตกแต่งร้านก็เป็นไม้ซะส่วนใหญ่เนื่องจากทางร้านอยากให้ดูมีความวินเทจไปด้วยในตัว
ซึ่งต้องบอกเลยว่าทำออกมาได้ดีทีเดียวสำหรับใครที่ชื่นชอบคาเฟ่แนวนี้ก็อย่าพลาดเด็ดขาดแถมที่นี่เครื่องดื่มก็รสชาติอร่อยไม่แพ้ใคร…

ร้านเด็ดที่ต้องแวะ ยามเที่ยวเมืองตรัง

ร้านเด็ดที่ต้องแวะ ยามเที่ยวเมืองตรัง

เมืองตรัง ถือเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สวยงาม
รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่พลาดไม่ได้
แต่อีกสิ่งหนึ่งที่พลาดไม่ได้คือเรื่องของอาการการกิน ที่ขึ้นชื่อไม่แพ้กัน
หากคุณมีโอกาสมาเที่ยว อย่าลืมแวะไปที่ร้านเด็ดๆ
ที่เรารวบรวมมาแนะนำให้คุณดังต่อไปนี้

1. ร้านติ่มซำ เลตรัง
ร้านแรก เป็นร้านติ่มซำขึ้นชื่อประจำเมืองตรัง ที่ไม่ว่าใครได้มาก็ต้องแวะ
เมนูของที่ร้านมีหลากหลายทำให้เป็นที่ติดใจของคนในเมืองตรังและนักท่องเที่ยวได้ไม่
ยาก ที่ต่างบอกอร่อยเป็นเสียงเดียวกัน ใครมีโอกาสมาเยือนเมื่อไหร่
บอกเลยว่าห้ามพลาด
เวลาเปิด-ปิด : 6.00-14.00 และ 17.00-21.00
โทรศัพท์ : 075 217 700
ที่ตั้ง : 13 ถนนไทรงามซอย 2 อำเภอเมือง

2. ร้านติ่มซำ พงษ์โอชา
ในสมัยก่อนชาวจีนมาค้าขายกับประเทศไทยเป็นประจำ
และใช้ประเทศไทยเป็นที่พักชั่วคราว
จึงเป็นเหตุผลที่เมืองตรังนั้นมีร้านติ่มซำอยู่เป็นจำนวนมาก ร้านพงษ์โอชา
ถือเป็นร้านติ่มซำลำดับต้นๆ ของจังหวัดตรัง คนที่จังหวัดตรังจะกินติ่มซำโดยจิ้มกับ
ส้มเจื่อง แทนที่จะเป็นจิ๊กโฉ่แบบที่อื่นๆ มีรสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ
ถ้าได้มาเยือนก็อยากให้มาลองกัน
เวลาเปิด-ปิด : 05:00 – 11:00
โทรศัพท์ : 075-219 918
ที่ตั้ง : 05/107 ซอยห้วยยอด 3 นาตาล่วง เมืองตรัง

3. ร้านอาหาร ตรังหมูย่าง
หมูย่างเมืองตรัง ถือเป็นอาหารซิกเนเจอร์ประจำจังหวัดตรังเลยก็ว่าได้
ซึ่งร้านที่ดังร้านหนึ่งในเมืองตรังคือ ตรังหมูย่าง หนังหมูกรอบ รสชาติหวานนิดๆ
ตามแบบฉบับหมูย่างเมืองตรัง ใครอยากมาโดนติ่มซำ ที่นี่ก็มีให้บริการเช่นกัน
เวลาเปิด-ปิด : 06:00 – 13:00
โทรศัพท์ : 089-723-9328
ที่ตั้ง : 201/5 ถ.ห้วยยอด ต.ทับเที่ยง เมืองตรัง

4. ร้านเบเกอรี่ Richy
ร้านเบเกอรี่ชื่อดังของเมืองตรัง มีขนมหวานมากมายตั้งแต่เค้ก ขนมปัง
ไปจนถึงไอศกรีม นอกจากนี้ยังมีเมนูอาหารคาวที่อร่อยไม่แพ้กัน
หากใครกำลังมองหาของฝากจากเมืองตรังไปฝากคนรู้จัก มาที่นี่รับรองว่าถูกใจแน่นอน
เวลาเปิด – ปิด : 10:30 – 22:30
โทรศัพท์ : 075-215-595
ที่ตั้ง : 83/13-14 ถ.รัษฎา เมืองตรัง

5. ร้านรอยยิ้ม
ร้านที่เต็มไปด้วยของอร่อยและของฝากจากเมืองตรัง ตั้งอยู่ในโรงแรมธรรมรินทร์ธนา
ขนมที่ห้ามพลาดเลยก็คือ ขนมเปี๊ยะธรรมรินทร์ และ เค้กธรรมรินทร์
เวลาเปิด – ปิด : 7:00 – 22:00
โทรศัพท์ : 092 257 7777
ที่ตั้ง : 69/8 ตำบลโคกหล่อ เมืองตรัง (โรงแรมธรรมรินทร์ธนา)…

อิ่มคุ้มจนต้องร้องโฮ่! 3 ร้านบุฟเฟ่ต์ญี่ปุ่น ประจำชลบุรี – ตอนที่ 2

อิ่มคุ้มจนต้องร้องโฮ่! 3 ร้านบุฟเฟ่ต์ญี่ปุ่น ประจำชลบุรี – ตอนที่ 2

หากคุณเป็นคออาหารญี่ปุ่น
เชื่อว่าคุณต้องเชี่ยวชาญการหาร้านบุฟเฟ่ต์กินในกรุงเทพฯกันอยู่แล้ว
แต่ถ้าคุณมีโอกาสได้ออกจากกรุงเทพฯ
ได้แวะเวียนไปเที่ยวที่จังหวัดใกล้เคียงอย่างจังหวัดชลบุรี
แล้วอยากลองหาร้านอาหารญี่ปุ่นดูบ้าง
วันนี้เราจะมีแนะนำร้านอาหารญี่ปุ่นในแบบบุฟเฟ่ต์ให้คุณได้ลองแวะไปอิ่มกันให้สะใจ

1. Sushi Mega ศรีราชา
ลองแวะมาในห้าง Atara mall ใกล้โรบินสัน ศรีราชา
ร้านนี้ให้คุณได้อร่อยทั้งแบบบุฟเฟ่ต์ และ A La Cart หากสั่งบุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่น
ราคาคนละ 599 บาท ยังไม่รวม vat 7% เครื่องดื่มเป็นชาเขียวเย็น
ส่วนเมนูอาหารมีทั้งของซูชิ ซาซิมิ ของกินเล่นให้เลือกมากมาย
แซลมอนซาซิมิชิ้นใหญ่ที่ใครๆ ก็ต้องฟิน มาพร้อมกับความสด
เสิร์ฟมาในชามน้ำแข็งตกแต่งอย่างสวยงามในชาม
พิกัด : ศรีราชานคร 4 (Atara Mall ชั้น G ใกล้ๆ โรงพญาบาลพญาไทศรีราชา)
ศรีราชา , ศรีราชา , ชลบุรี
เบอร์ติดต่อ : 038313143, 0632021025 เวลาเปิดบริการ ทุกวัน : 11:00 – 22:00

2. DaRe Sushi Salad and Fruit Bar
เป็นร้านบุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่นของโรงแรมดีวารีจอมเทียนบีช
ถ้าหากคุณอยากินตอนกลางวัน อาจจะต้องเปลี่ยนแผนสักหน่อย
เพราะร้านนี้จะเปิดบริการช่วงเย็นเท่านั้น ตั้งแต่เวลา 18.00 – 22.00น.
โดยจะเป็นบุฟเฟ่ต์ 90 นาที ในราคาคนละ 599 บาท
คุณจะได้อร่อยไปกับซูขิคำใหญ่ รสชาติดี วัตถุดิบสด คุณภาพอัดแน่น
ไข่กุ้งใส่มาจนล้นสด ๆ ไม่คาว
เมื่อเทียบกับค่าบริการกับคุณภาพของอาหารต้องบอกว่าคุ้มค่ามากๆ
พิกัด : 457 หมู่ 12 ซ.14 ถ.จอมเทียน (ร้านอยู่ปากซอยจอมเทียน 14
ร้านอยู่หน้าโรงแรมดีวารีจอมเทียนบีช) เมืองพัทยา , บางละมุง , ชลบุรี
เบอร์ติดต่อ : 038418999 เวลาเปิดบริการ ทุกวัน : 11:00 – 22:00

3. One Peace Sushi Buffet
ร้าน One Peace Sushi Buffet เป็นร้านบุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่นเปิดใหม่ในศรีราชา
ตั้งอยู่ในซอยอีออน มีที่จอดรถหน้าร้าน ให้บริการบุฟเฟ่ต์คนละ 599 บาท
นั่งกินแบบจุใจได้ 90 นาที เมนูมีให้เลือกอย่างหลากหลาย และสมราคา
โดยทีเด็ดของร้านคือซาซิมิต่างๆ โดยเฉพาะท้องปลาแซลมอน และแซลมอนซาซิมิ
ใครชอบแซลมอน บอกเลยว่าห้ามพลาด
พิกัด : 165/64-66 ซอย 1 (อาคารพาณิชย์โกลเด้นท์ศรีราชา ซอย 3
ตรงข้ามทางเข้าอาคารโกลเด้นเพลส) ศรีราชา , ศรีราชา , ชลบุรี
เบอร์ติดต่อ : 098-504-0905 เวลาเปิดบริการ ทุกวัน : 12:00 – 22:00…

จุดเช็คอินขาเที่ยวเชิญที่ นครพนม – มุกดาหาร

จุดเช็คอินขาเที่ยวเชิญที่ นครพนม – มุกดาหาร

 

อิ่มอร่อยกับกาฟาที่เติมสุข จ.นครพนม

เติมสุข ร้านกาแฟที่กลายเป็นจุดนัดพบแห่งใหม่ ในจังหวัดนครพนม
ภายในร้านมีบรรยากาศ แสนสบาย โอ่โถง
และบริการเป็นกันเองผลิตขนมหวานและกาแฟด้วยวัตถุดิบ มีคุณภาพ
ไม่ว่าจะเป็นกาแฟอาราบิก้า 100% ทั้งหอมกรุ่นและให้รสชาติดีเยี่ยม

เมนูเค้กหลากหลายหน้าตาน่าทาน มีให้เลือกสดใหม่ทุกวัน
โดดเด่นด้วยชื่อเรียกแปลกตา ทั้งเปรี้ยวปากนางร้าย (เลมอนทาร์ต) สุครีพหักฉัตร
(คัพเค้ก)หรือพระรามชงชา (ทีรามิสุชาเขียว) เรียกได้ว่าสร้างความเพลิดเพลินกัน
ตั้งแต่หาชื่อเมนูแปลกๆ มาลองทานเลยทีเดียว

รสชาติของเค้กเองก็สร้างความ แปลกใหม่ด้วยการใส่วัตถุดิบตามฤดูกาล
ได้ความอร่อยแบบที่ไม่เคยลิ้มลองที่ไหน นอกจากนี้ยังมีเจลราโด
ไอศกรีมไขมันต่ํา สไตล์อิตาเลี่ยน ที่หาชมได้ยากใน
นครพนมทําให้ลูกค้าได้ทั้งสุขภาพและ หวานเย็นชื่นใจ ทั้งหมดนี้สร้างสรรค์สูตร
และทําขึ้นด้วยฝีมือของเจ้าของร้านเอง

โจ๊กข้าวกล้อง ถนนพินิจรังสรรค์ จ.นครพนม

ร้านนี้ไม่มีชื่อร้าน แต่เราเรียกกันเอาเองว่าร้าน "โจ๊กข้าวกล้อง”
ตามชื่อเมนูเด็ดสุดอร่อยของที่นี่ บ้านไม้สองชั้นอบอวลไปด้วย
เหล่าต้นไม้น้อยใหญ่ จนมองผ่านๆ คงไม่คิดไม่ฝันว่าด้านใน
จะเป็นร้านอาหารที่ตกแต่งอย่างประณีตสวยงาม ด้วยวัสดุธรรมชาติ
อย่างไม้ไผ่โดยฝีมือชาวบ้านท้องถิ่น

อาหารของที่นี่ทั้งสดใหม่และให้รสชาติอร่อยแบบธรรมชาติ ตามวัตถุดิบที่ใช้ปรุง
เพราะไม่ใส่ผงชูรส เมนูอาจจะมีให้เลือก ไม่มาก แต่รับรองได้ว่าอร่อยทุกจาน

ไม่ว่าจะเป็น โจ๊กที่ทําจาก ข้าวกล้อง ไข่กระทะ ข้าวจี และ อาหารตามสั่งอีก 2-3
เมนู

สะหวันสำราญชมวิวฝั่งโขง มุกดาหาร-สะหวันนะเขต จ.มุกดาหาร

สะหวันสําราญ
คงไม่มีคําไหนจะอธิบายความสวยงามของบรรยากาศที่นี่ได้ดีไปกว่า ประโยคนี้
และคงไม่มีเวลาไหนโรแมนติกมากไปกว่าช่วงเวลาได้นั่ง
มองฝนพรําลงแม่น้ําโขงผ่านเฉลียงไม้สีขาวของร้านนี้สะหวันสําราญคือโรงแรมข
นาดกะทัดรัดตกแต่งภายในด้วยข้าวของ ย้อนยุคสไตล์เรโทร
สอดคล้องกับสไตล์อาคารรูปทรงโคโลเนียล

ด้านล่างคือห้องอาหารขนาดใหญ่ มีทั้งส่วนที่อยู่ด้านในและส่วนเอาท์ดอร์
ให้ชื่นชมบรรยากาศริมแม่น้ําโขงได้อย่างเต็มที่ อาหารหลากหลาย
สัญชาติทั้งไทย เวียดนาม อาหารตะวันตก ถูกปรุงขึ้นอย่างพิถีพิถัน
หน้าตาสวยงาม และรสชาติอร่อย ทุกอย่างในร้านนี้จะสร้างความ
ประทับใจจนคุณต้องกลับมาอีกครั้งแน่นอน

หากเลือกเมนูที่อยากชิมแล้วแวะเข้าไปได้เลย
ขอรับรองว่าวันนี้จะต้องเป็นวันที่มีความสุขและสนุกที่สุดในนครพนม-
มุกดาหารแน่นอน…

นครศรีธรรมราช

นครศรีธรรมราช

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในอดีตที่ผ่านมา จังหวัดนครศรีธรรมราช
อาจไม่ใช่จุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยวหลายๆคน ทั้งชาวไทย และ
ต่างชาติ เนื่องจากเรารู้จักแต่เพียงว่า หนึ่งในจังหวัดแดนใต้แห่งนี้ ขึ้นชื่อแค่
วัดพระบรมธาตุที่สร้างชื่อให้จังหวัดนี้มาช้านาน กระทั่งปัจจุบัน
จังหวัดแห่งนี้ได้เปลี่ยนไป เมื่อมีสถานท่องเที่ยวใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย และนี่คือ
3 สถานที่ที่เราคัดมาฝาก
เริ่มจาก บ้านหนังตะลุงสุชาติ เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวอันเก่าแก่
ในด้านวัฒนธรรมที่น่าสนใจ โดยเป็นทั้งทรัพย์สิน ศิลปะหนังตะลุง และ
ช่างทำรูป หนังตะลุงฝีมือระดับอ๋องของเมืองนครศรีธรรมราช
ที่ช่วยริเริ่มและสืบทอดวัฒนธรรมด การทำตัว หนังตะลุง
รวมถึงการเชิดหนังตะลุงจนเป็นที่ยอมรับ ในระดับชาติอย่างกว้างขวาง
นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่จัดแสดงพิพิธภัณฑ์หนังตะลุงนานาชาติไว้อีกด้วย
ต่อมาเป็น กำแพงเมืองเก่า
เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่สำคัญ
เมื่อกำแพงแห่งนี้เคยปกป้องเมืองนครศรีธรรมราช จากเหล่าข้าศึก
เป็นโบราณสถานที่ตอกย้ำถึงความแข็งแกร่ง และ
ความเจริญรุ่งเรืองของเมืองนครศรีธรรมราช ในอดีตกาล โดย
ปัจจจุบันได้รับการบูรณะใหม่ให้มีความสวยงาม จนกลายเป็นอีกหนึ่งแห่ง
ที่ใครหลายคนต่างแวะเวียนมา
ปิดท้ายกันที่ เจดีย์ยักษ์ วัดพระเงิน ตั้งอยู่บริเวณริมถนนศรีปราชญ์
ข้างสำนักงานเทศบาลนครศรีธรรมราช นับเป็นเจดีย์สูงใหญ่เป็นอันดับ 2
ของจังหวัดนครศรีธรรมราชิ รองจากเจดีย์พระบรมธาตุ โดย
ในส่วนของทรงเจดีย์นั้นเป็นแบบลังกา ด้านหน้าพระเจดีย์
จะมีวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปปั้นนั่งองค์ใหญ่ สมัยอยุธยา
ถือเป็นอีกหนึ่งปูชนียสถานที่สำคัญของนครที่ควรค่าแก่การมายี่ยมชมอย่างยิ่ง
ขณะเดียวกัน นอกเหนือจากที่เรายกตัวอย่างและสาธยายมาแล้วนั้น เราเชื่อว่า
จังหวัดใหญ่แห่งภาคใต้อย่าง นครศรีธรรมราช ยังมีอีกหลายสถานที่ที่น่าสนใจ
และ รอให้คุณเดินทางไปค้นหาด้วยตัวเอง…

ร้านอาหารสำหรับคนนอนดึก

ร้านอาหารสำหรับคนนอนดึก

1.ร้านเจ๊โอว
ร้านเจ๊โอวกับเมนูมาม่าต้มยำรอบดึกที่ถ้าไม่ห้าทุ่มก็จะไม่ขาย
มีความเเซ่บเเน่นอนชนิดที่ว่าคนเเน่นทุกวันเต็มหน้าร้าน เพื่อให้ได้ลิ้มชิมรสมาม่าต้มยำของเจ๊โอวที่หนักรสเเน่น
เครื่อง และไม่ใช่เเค่มาม่าต้มยำอย่างเดียว เมนูอื่นก็เด็ดไม่เเพ้กัน เช่น ปูม้าดอง
ก็ดังถึงแม้ตัวไม่ใหญ่มากแต่ปูม้าเนื้อแน่น เนื้อสดยิ่งราดน้ำจิ้มซีฟู้ดรสแซ่บ
2.ขาหมูตรอกซุง
ข้าวขาหมูในตำนาน โด่งดังในเรื่องรสชาติ กับความอร่อยที่ขนาดเปิดร้านตอนตีสามยังมีคนมาต่อคิวซื้อเพียบ
คนซื้อเยอะ จนต้องเลื่อนเวลามาเปิดขายในช่วงกลางวันด้วย รวมแล้วเปิดขาย 24 ชม. แนะนำให้ลอง “คากิ”
ที่เป็นไฮไลท์เด็ดดวงของทางร้าน ราดด้วยน้ำพะโล้สูตรลับ ถูกใจคนทุกวัย
3.หมูตุ๋นหม้อดิน เยาวราช
ร้านเด็ดที่มีเมนูดังเมนูเดียวของร้านนั่นคือ “หมูตุ๋น เอ็นตุ๋น
น้ำแดงหม้อดิน” ถึงเเม้หน้าตาเมนูจะมองดูรู้สึกเหมือนทั่วๆ ไป แต่รสชาตินั้นอร่อยมาก
ซึ่งความอร่อยนี่เองที่ทำให้ร้านนี้ลูกค้าเยอะเเน่นมาก
ถึงขนาดบางวันมีลูกค้ามายืนรอตั้งเเต่ร้านยังไม่เปิดเลยนะเออ ใครยังไม่เคย ลองมาทานที่ร้าน
บอกเลยว่าถ้ามาเยาวราชต้องไม่พลาด
4.ราเมนข้อสอบ
ร้านราเมนเปิดใหม่ ความอร่อยของราเมนที่ร้านนี้คือมีสูตรลับจากต้นตำรับเเท้ๆ น้ำซุปเข้มข้น
เส้นเหนียวนุ่มที่สามารถเลือกระดับความสุกของเส้นได้ พร้อมท็อปปิ้งเเน่นๆ ทั้งต้นหอม หมูสไลซ์ชาชูเนื้อนุ่ม
กระเทียม ฯลฯ เลือกความเผ็ด อีกทั้งบรรยากาศในร้านที่ออกแบบมาเหมือนอยู่ในห้องสอบสไตล์ญี่ปุ่น
5.ร้านบุฟเฟ่ต์เกาหลี
ในราคาเพียง 299 บาท มีให้เลือกทานหลายอย่างทั้งสามชั้น หมูหมักซอสรสชาติอร่อยเข้าเนื้อ เนื้อลูกมะพร้าว
เสือร้องไห้ อาหารทะเลสด ปลาหมึกชิ้นหนา กุ้งเเม่น้ำตัวไม่เล็กไม่ใหญ่ ขนาดพอดีๆ กำลังอร่อยเเต่ทานได้ไม่อั้น
ไข่ตุ๋น ไก่ทอดเกาหลี บิคิมบับ ฯลฯ จุดเด่นของร้านอีกอย่างคือ ร้านนี้เปิดคุ้มเปิดนาน ถึงตี3-4 เลยทีเดียว
6.เฉินหลงทะเลซีฟู้ด
ร้านทะเลซีฟูดเผารสชาติอร่อย
น้ำจิ้มรสเเซ่บแบบที่ถ้าได้มาทานต้องลืมไม่ลงลูกค้าประจำร้านนี้เเน่นมากเเถมยังมีดาราหลายๆ ท่านไปทานบ่อยๆ
เมนูเด่นๆ ของร้านนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเมนูซีฟู้ดมีทั้งกุ้งเเม่น้ำ กุ้งกุลาดำ กุ้งมังกร ล็อปสเตอร์ กั้ง
ปูทะเลเนื้อเเน่นคัดเกรด หอยทะเลต่างๆ เสริฟพร้อมน้ำจิ้มรสเด็ด เป็นอีกร้านที่ห้ามพลาด…

ย้อนวันวานไปกับตลาดนัดรถไฟ

ย้อนวันวานไปกับตลาดนัดรถไฟ

หากพูดถึงตลาดนัดที่กำลังได้รับความนิยมสำหรับคนเมืองกรุงเทพก็ต้องยกให้กับบรรด่ตลาดนัดกลางคืนทั้งหลาย
เพราะตลาดนัดลักษณะนี้สามารถตอบโจทย์คนในเมืองหลวงได้เป็นอย่างดีนั่นเพราะการทำงานในกรุงเทพนั้น
ต่อให้บริษัทไหนเลิกงานเร็วสิ่งที่พนักงานต้องเจอก็คือการจราจลที่รถติดแบบสุดๆ
ซึ่งบางคนเลิกงานเย็น แต่กว่าจะถึงบ้านก็ค่ำเสียเวลาไม่น้อยแถมยังต้องทนหิวเป็นเวลานานอีกด้วย
นั่นทำให้บรรดาตลาดนัดกลางคืนกลายเป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับคนกรงเทพเพราะเต็มไปด้วยของกิน
มากมายหลายแบบที่สำคัญยังมีของขายให้เดินช็อปปิ้งกันชิลๆอีกด้วย
แต่ก็มีอยู่หนึ่งตลาดนัดเท่านั้นที่ขึ้นชื่อว่าเป็นตลาดนัดกลางคืนที่ฮิตที่สุดของคนเมืองหลวงนั่นคือตลาดนัดรถไฟศรีนครินทร์
เอ่ยชื่อตลาดนี้มาคงไม่มีใครที่ไท่รู้จักเพราะจัดว่าเป็นต้นฉบับตลาดนักลางคืนของกรุงเทพอย่างแท้จริง
โดยก่อนหน้านี้ตลาดนัดรถไฟตั้งอยู่ที่เขตจตุจักรติดกับตลาดนัดจตุจักร โดยเปิดให้บริการทุกวันศุกร์เสาร์
และอาทิตย์ ซึ่งต้องบอกว่านี่คือตลาดที่คนนิยมกันมาเดินเที่ยวเยอะมากๆ
แต่ช่วงเริ่มแรกเป็นตบาดที่เน้นขายความวินเทจเสียมากกว่า
สำหรับตลาดนัดรถไฟในเวลานั้นพื้นที่ใช้สอยเป็นพื้นที่โล่ง
และกว้างขวางพอสมควรโดยจะแบ่งส่วนด้านหน้าเป็นลานขายของธรรมดาทั่วๆไปมีอาหารจุกจิกวางขายมากมาย ซด้านในเป็นโกดัง
และพื้นที่โล่งของบางส่วนเป็นของเก่าวินเทจไม่ว่าจะเป็นของใช้ของกินของโชว์ต่างๆก็ถูกรวบรวมเอามา
ไว้ในที่เดียว นอกจากนี้ด้านข้างของตลาดยังเป็นโซนโกดังอีกฝั่งหนึ่งที่โดนใจใครหลายคน
และมักมีผู้นิยมมาอยู่ตรงโซนนี้อย่างมากนั่นเพราะเป็นโซนร้านเหล้า
บาร์เบียร์ต่างๆที่เปิดให้บริการหลายร้านให้เลือก
สำหรับของวินเทจที่พ่อค้าแม้ค่าทั้งหลายนำมาขายถือได้ว่าเป็นของหายากเลยทีเดียวสำหรับคนที่ชื่นชอบ
เก็บสะสมของเก่าก็มักจะมาเลือกซื้อของที่ๆบ่อยเพราะเป็นศูนย์รวมของเก่าที่แทบจะมีทุกอย่างที่นักสะสม
ต้องการทั้งรถ อะไหล่รถ ตู้เย็นเก่าที่เป็นลายต่างๆ หุ่นโชว์รวมถึงกล้องชนิดเก่าๆก็มี
นอกจากนี้ยังมีร้านโมเดลการ์ตูนมาเปิดให้บริการด้วยเช่นกัน
ส่วนอีกหนึ่งไฮไลท์ของตลาดแห่งนี้คือร้านบะหมี่จอมพลัง
ซึ่งที่นี่ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของร้านดังนี้เลยก็ว่าได้
โดยในเวลานั้นร้านตั้งอยู่หลังสุดของพื้นที่ตลาดใครที่หวังจะไปทานต้องต่อคิวยาวเหยียดเพราะขายดีจริงๆ
อย่างไรก็ตามต่อมาทางการรถไฟต้องการพื้นที่คืนทำให้ต้องมีการโยกย้ายตลาดกันเกิดขึ้นก่อนที่ต่อมาทั้ง
หมดจะถูกย้ายไปตั้งเป็นตลาดนัดรถไฟศรีนครินทร์ ที่ถึงแม้จะอยู่ไกลจากตัวเมืองแต่ก็ยังคงได้รับความนิยมเสมอมา
ตลาดนัดรถไฟศรีนครินทร์กลายเป็นแหล่งถนนคนเดินแห่งใหม่ย่านศรีนครินทร์โดยยังถูกคงไว้ซึ่งคอนเซ็ปต์เดิมที่ด้านหน้าเป็นตลา
ดขายของทั่วไป ส่วนด้านในเป็นโกดังจำหน่ายสินค้าวินเทจ
มีบาร์ต่างๆรวมไปถึงร้านอาหารมากมายให้เลือกทำให้ยังคงได้รับความนิยมมาจนถึงเวลานี้…

4 ตลาดนัดกลางคืนยอดฮิตของคนเมืองกรุง 1

4 ตลาดนัดกลางคืนยอดฮิตของคนเมืองกรุง 1

ในยุคปัจจุบันที่การทำงานในเมืองหลวงเหล่าผู้คนต้องทนสิ่งที่เกิดขึ้นมากมายในแต่ละวันทั้งปัญหาเรื่องก
ารทำงาน ปัญหาเพื่อนร่วมงานที่ทำให้เกิดความเครียดขึ้นมามากมาย
แต่สิ่งที่ทำให้เหล่าคนทำงานในเมืองหลวงรู้สึกแย่ที่สุด
และยากต่อการหาวิธีแก้ไขคือการจราจรช่วงเย็นในเวลาที่เลิกจากการทำงานจะเห็นได้ว่าช่วงเย็นนั้นไม่
ว่าจะพื้นที่ไหนในกรุงเทพก็มักมีการจราจลที่ติดยาวเหยียดเสมอ
ซึ่งมันก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมาเช่นความหิวที่ต้องอดทน
และการอยากพักผ่อนด้วยการไปเดินเล่นในที่ต่างๆ
และนี่เองทำให้ตลาดนัดกลางคืนกลายเป็นตัวเลือกที่คนกรุงมักนิยมไปกัน
เพราะนอกจากจะเปิดดึกแล้วยังเต็มไปด้วยแหล่งของกิน และของใช้เสื้อผ้าที่มีวางจำหน่ายมากมาย
และนี่คือ 4 ตลาดนัดกลางคืนยอดนิยมที่เราจะมาแะนำกันจะน่าสนใจแค่ไหน ไปติดตามกันได้เลย
เจเจกรีน
เจเจกรีนคือตลาดที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองมากที่สุดเลยก็ว่าได้
หากใครเคยไปเดินตามตลาดกลาวคืนในกรุงเทพบ่อยๆน่าจะรู้สึกไปตามๆกัน
เพราะโดยส่วนใหญ่ตลาดกลางคืนก็มักมีของทั่วๆไปมาขาย
แต่ที่เจเจกรีนแถมจะรวมความเป็นทุกอย่างมาไว้ในที่เดียว ซึ่งมีแต่ของสวยงาม
ขณะเดียวกันสินค้าบางอย่างยังเป็นแบบทำมือด้วยเช่นเดียวกันแถมยังมีโซนขายของวินเทจมาเปิดให้บริ
การด้วย
นอกจากนี้เจเจกรีนยังเต็มไปด้วยร้านอาหารที่ชวนให้น่าลิ้มลองมากมายถึงขั้นที่ว่าเจเจกรีนกลายเป็นแห
ล่งของกินที่ใหญ่ที่สุดในย่านจตุจักรเลยก็ว่าได้แถมไม่ใช่แค่มีจำนวนเยอะ
แต่ยังมีร้านอาหารใหม่ๆแปลกๆไม่เหมือนใครทยอยกันมาเปิดบริการอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งคนที่มาที่นี่ก็มักจะลองร้านต่างๆไปเรื่อย
แต่ที่ต้องไม่พลาดก็เห็นจะเป็นร้านกุ้งถังอันโด่งดังที่เป็นที่นิยมแบบสุดๆ
โดยร้านกุ้งถังที่นี่ได้บรรยากาศไปอีกแบบเพราะเป็นร้านที่อยู่บนชั้นสองระหว่าวทานก็สามารถมองวิวตล
าดได้ด้วยแถมไม่รู้สึกอึดอัดอีกต่าหากส่วนด้านในก็มีโซนแอร์ให้นั่งกันชิลๆ
นอกจากนี้ยังมีร้านอื่นๆมากมาย
เช่นเดียวกับของขายที่ต้องบอกว่าเยอะสุดๆนั่นรวมไปถึงบาร์ร้านเหล้าต่างๆเช่นเดียวกัน
ตลาดนัดหัวมุม
ถือเป็นตลาดที่แม้จะตั้งขึ้นมาไม่นาน แต่กลับได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวกันเป็นจำนวนมาก
โดยตลาดแห่งนี้ตั้งอยู่ย่านเกษตรนวมินทร์ เส้นทางที่จะไปอาจจะรถติดหน่อย
แต่รับรองไม่มีผิดหวังเพราะตลาดแห่งนี้มีร้านอาหารมากมายให้เลือกยกตัวอย่างร้านแดกหัวมันส์ที่มีกุ้งตั
วโตๆ ร้านชาบูอู๊ดเป็นต่อ และไฮไลท์ที่สุดกับร้านสถานีมีหอย
นอกจากนี้ในตลาดยังมีร้านค้าให้เดินช็อปปิ้งมากมายอีกด้วยเรียกได้ว่าหากใครที่ได้มาเดินที่นี่จะเพลิดเ
พลินไปกับสินค้าอย่างแน่นอน…

มาทำลูกชุบง่ายๆ กันเถอะเรา

มาทำลูกชุบง่ายๆ กันเถอะเรา

การทำลูกชุบง่ายๆ โดยใช้วัตถุดิบไม่กี่อย่างสำหรับคุณแม่ที่อยากหากิจกรรมยามว่างให้กับลูกๆหลานๆ
วันนี้เรามีวิธีทำขนมลูกชุบมาฝากค่ะ ไว้ทำเพลินๆสานความสัมพันธ์ในครอบครัว
ขนมไทยสีสวยสดใสใครๆก็อยากกินแถมใช้วัตถุดิบน้อยอีกด้วย
จับถั่วกวนปั้นเป็นลูกหลากหลายรูปร่าง ไม่ว่าจะเป็นลูกชุบผลไม้ลูกชุบผัก หรือลูกชุบเป็ดก็น่ารัก
ถ้าเหลือถั่วกวนก็เอาไปทำไส้ขนมเปี๊ยะได้อีกด้วยนะคะ
ส่วนผสมของลูกชุบ
แน่นอนค่ะว่าต้องใช้สีกับขนมชนิดนี้
หากใครสามารถทำสีจากธรรมชาติได้เอง ก็แนะนำนะคะ
แต่ถ้าประหยัดเวลา หาง่ายหน่อยก็ ใช้สีผสมอาหารแทนได้
สีที่ต้องมี
1.เหลือง
2.แดง
3.เขียว
4.ส้ม
5.ม่วง (ใช้สีแดง 10 หยด+น้ำเงิน 2 หยด)
สัดส่วนการผสมสี น้ำ 3 ช้อนโต้ะ ต่อสี 10-15 หยด
ส่วนผสมของวุ้น
1.วุ้น 2 ช้อนโต๊ะ
2.น้ำ 500 กรัม
3.น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
ส่วนผสมไส้ถั่วกวน
1.ถั่วเขียวเลาะเปลือก 500 กรัม
2.น้ำตาลทราย 450 กรัม
3.เกลือ 1/2 ช.ช.
4.น้ำมันพืชหรือกะทิ 1 ถ้วยตวง
วิธีทำไส้ถั่วกวน
1.ล้างถั่วเขียว เลาะเปลือกให้สะอาด ล้างหลายๆรอบจนน้ำใส
หลังจากนั้นแช่น้ำทิ้งไว้อย่างต่ำ 5
ช.ม.เอาไปแช่ตู้เย็นเลยก็ได้ค่ะ บ้านเราอากาศค่อนข้างร้อน
ถั่วอาจจะเสียง่าย หลังจากนั้นนำถั่วมาล้างอีกสักรอบ
แล้วนำไปนึ่ง ใช้เวลาประมาณ 30 นาที
พอนึ่งเสร็จแล้วก็พักให้เย็นค่ะ
2.นำถั่วที่กวนแล้วมาปั่นกับน้ำพอประมาณ
แต่อย่าน้อยเกินนะคะเดี๋ยวหนืดไปเครื่องปั่นจะทำงานหนักและไหม้นะคะ พอปั่นเสร็จหมดแล้ว
ก็นำเทใส่หม้อทองเหลืองหรือกะทะเทฟล่อน
ใส่น้ำตาลทรายน้ำมันพืชหรือกะทิ และเกลือ
คนให้พอเข้ากันแล้วนำไปตั้งไฟค่ะ
กวนด้วยไฟอ่อนจนถั่วร่อนไม่ติกะทะค่ะ
พอกวนเสร็จก็พักไว้ใช้ผ้าคลุมไว้ไม่ให้ถั่วแห้ง
3.พอถั่วเย็นแล้ว
ก็เอามาใส่ถุงนวดถั่วอีกครั้งเพื่อให้ถั่วเนียนและสีใสไม่ขุ่น
ปั้นเป็นผลไม้หรือสัตว์ต่างๆตามชอบเลยค่ะ
4.นำไปจุ่มสี ทาสี แล้วพักให้สีแห้งสนิท พอครบ 10 นาที
5.ต้มน้ำจนเดือด ผงวุ้นละลายหมด
แล้วเติมน้ำตาลทรายลงไปต้มจนน้ำตาลทรายละลายพอละลายแล้วก็ดับเตาค่ะ
พักอุ่นหน่อยก่อนนำลูกชุบไปชุบนะคะไม่งั้นสีอาจจะหลุดเลอะเทอะ
6.พอวุ้นอุ่นลงบ้างแล้วก็นำลูกชุบไปชุบ
ชุบเสร็จก็พักไว้ให้เซตตัวแล้วนำมาชุบอีกรอบ หรือจะชุบ 3-4
รอบก็ได้ค่ะ แล้วแต่ชอบความหนาบางของวุ้นเลย
แต่ถ้าวุ้นในชามเริ่มแข็งก็นำไปอุ่นได้ค่ะ ชุบเสร็จหมดแล้ว
พักเซตตัวแล้วก็นำมาตกแต่งโดยการใส่ใบแก้ว
หรือใบมะยมก็ได้ค่ะเสร็จแล้วค่ะ ไม่ยากเลยใช่มั้ยล่ะคะ
พออ่านจบแล้วก็เตรียมตัวไปหาวัตถุดิบแล้วมาชวนลูกหลา
นปั้นกันเถอะค่ะ รับรองสนุกสนาน แถมอร่อยด้วย
เผลอๆทำขายสร้างรายได้อีกทาง ปั้นเป็นพริกบ้าง ส้มบ้างฟินสุดๆแน่นอนจ้ารับรอง…

เยือนถิ่นเมอร์ไลออนส์ : เที่ยวสิงคโปร์ไม่แพงอย่างที่คิด

เยือนถิ่นเมอร์ไลออนส์ : เที่ยวสิงคโปร์ไม่แพงอย่างที่คิด

หากกล่าวถึงประเทศในอาเซียนด้วยกันที่น่าท่องเที่ยว
และมีคนไทยนิยมไปบ่อยๆก็ต้องยกให้สิงคโปร์เป็นหนึ่งในชาติยอดนิยม
เพราะบ้านเมืองนั้นมีความสวยงามเป็นระเบียบ และสะอาดแถมยังมีที่ให้ท่องเที่ยวมากมายหลายแห่ง
และเหมาะทั้งการเที่ยวแบบทัวร์รวมถึงการแบกเป้ไปเที่ยวเองด้วย
โดยเฉพาะอย่างหลังที่ผู้คนนิยมท่องเที่ยวสไตล์นี้กันเสียมากกว่าเพราะได้สนุกเต็มที่ไม่ต้องจำกัดเวลาแถมยังมีอิสระสามารถที่จะไปได้ทุกที่ที่อยากไป แต่ต้องใช้เงินเท่าไหร่กันล่ะ
เราจึงขอนำข้อมูลในเรื่องนี้มาให้ได้ชมกันส่วนใหญ่คนที่จะเดินทางไปเที่ยวสิงคโปร์มักจะไปเป็นเวลา 3-5 วัน
โดยการไปนั้นเราจะต้องแบ่งค่าใชจ่ายดังนี้คือค่าที่พักค่ากินค่าที่อยู่ค่าท่องเที่นวตามสถานที่ต่างๆรวมถึงค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดอื่นๆ
เริ่มกันที่ค่าเดินทางเป็นอย่างแรกนี่คือหนึ่งในค่าใช้จ่ายที่เราจพต้องเสียเยอะอย่างแน่นอน
แต่ก็จะมีหลายราคาให้เลือกตามแต่สายการบินนั้นๆ และระดับที่นั่ง ถ้าเลือกแบบโลฟ์คอร์สจะอยู่ที่ 3000-7000 บาทสำหรับสายการบินธรรมดาจะอยู่จำนวนดังกล่าวไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้
ส่วนถ้าเป็นการบินไทยราคาจะอัพเกรดขึ้นมาอยูที่ 7000 ขึ้นไป
ซึ่งจะมีเรื่องของการบริการที่จะอำนวยความสะดวก และหรูหรามากขึ้นนั่นเอง
ส่วนใครที่ต้องการเที่ยวแบบประหยัด แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ชื่นชอบอยู่แล้วที่จะจ่ายน้อยลง
โดยตั๋วแบบโลฟ์คอร์สจะต้องจองก่อนล่วงหน้าข้ามปีเราจะได้ราคาที่ถูกลงเป็นเท่าตัวเลยทีเดียวโดยเฉพาะ
ตอนที่มีโปรโมชั่นนั้นราคายิ่งคุ้มค่า แต่ก็ต้องจอง และเดินทางตามที่สายการบินกำหนดเท่านั้น
ต่อมาคือค่าที่พัก โรงแรมทั่วไปมีตั้งแต่ 3-5 ดาว
ราคาก็หลักพันบาทไทยถือว่าไม่แพงมากนักที่สำคัญบางที่อยู่ใกล้สนามบินเพียงไม่กี่กิโลเมตรแถมราคายัง
ถูกอีกด้วยก็แล้วแต่ว่าใครจะชื่นชอบแบบไหน และราคาใดแพงหน่อยก็จะหรูหราทั้งบริการ
และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆหรือใครชอบลุยๆที่นี่ก็มีโฮสเทลเปิดให้บริการ
ซี่งจะมีโฮสหลายระดับทั้งแบบธรรมดาจนถึงโฮสเทลที่หรูมากขึ้นที่จะมีความเป็นส่วนตัวมากกว่าโฮสเทลทั่วๆไปนั่นเอง
ลำดับต่อมาคือค่ากินแน่นอนว่าการไปเที่ยวแต่ละที่สิ่งที่นักท่องเที่ยวชอบที่สุดไม่ได้อยู่ที่เรื่องช็อปเรื่องเดียว
แต่เรื่องกินนี่ก็สำคัญเพราะแต่ละที่มีอาหารน่ากินแตกต่างกันไปบางที่เป็นอาหารที่มาแล้วต้องจัดให้ได้ไม่
อย่างนั้นถือว่าไปไม่ถึง โดยเฉพาะสิงคโปร์ที่ดังเรื่องข้าวมันไก่ และหมูรมควันที่ต้องไม่พลาด
ซึ่งราคารก็ไม่แพงมากนักจาน 120 บาทขึ้นไป
ส่วนพวกขนมขบเคี้ยวราคาก็ไม่ต่างจากบ้านเราสักเท่าไหร่เรียกได้ว่ารวมๆแล้วอยู่ในระดับที่สามารถจับจ่ายซื้อได้แบบสบายๆไม่ต้องคิดหนัก…